photo gallery : แก่งกระจานหนาวมาก
posted on 24 Nov 2009 15:32 by go2devill in FEATURE
จะตั้งชื่ออะไรให้พ้องกับสถานการณ์ได้ดีกว่านี้
ต้องขอบคุณมือมืดผู้ส่ง SMS สู่รายการข่าวยามเช้าคนนั้น
และต้องขอบคุณชายจมูกโตอีกคนที่นำมันขึ้นมาเป็นประเด็นขบขัน
ก่อนที่มันจะกลายเป็นคำยอดฮิตของช่วงเวลาที่ผ่านมา
ผมเพิ่งกลับจาก แก่งกระจาน ไอ้ที่ว่า "เพิ่ง" ที่ว่าไม่ได้หมายถึงเมื่อวาน เมื่อครู่ หรือเมื่อตะกี๊ที่ผ่านมานะครับ แต่มันหมายถึงสักประมาณครึ่งค่อนเดือนที่ผ่านมา กว่าจะสามารถเอาเรื่องมาเล่า เอาภาพมาขึ้นบล็อกก็นานโข
กระทั่งเวลา นี้ อากาศหนาวจนใครหลายคนเริ่มถามหาคนข้างหมอนให้นอนกอดอุ่นๆ กันบ้างแล้ว คนที่มีประจำก็เริ่มกอดกันแน่นมากขึ้น คนที่เคยนอนเหงาก็เริ่มเลียบๆ เคียงๆ เอนๆ เอียงๆ เบี่ยงซ้าย ย้ายขวา เพื่อหาใครสักคนมาอยู่ใกล้ๆ
ณ ช่วงเวลานี้ กทม. หนาวมาก เช่นเดียวกับในหน้าสื่อที่เริ่มเกาะกระแสข่าวตามฤดูกาล ที่ภาคเหนือมีแม่คะนิ้งแล้ว ที่อีสานลมพัดเพียงแผ่วเบาก็หนาวดังลมเสียดกระดูก แม้ที่ภาคใต้น้ำจะท่วมหนักในหลายพื้นที่ แต่จากกระแสข่าวที่ว่า "ข้าวสารเน่าอีกแล้ว" ก็ทำเอาเจ้ากระทรวงและรัฐบาลต้องหนาวสั่นหวั่นไหวบ้างเหมือนกัน
แต่ ในช่วงเวลาเมื่อสักครึ่งค่อนเดือนที่ผ่านมา ที่ผมหลบหน้าเมืองกรุงไปตั้งแคมป์ที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนแก่งกระจานนั้น มันไม่หนาวขนาดนี้
ผมและพี่ๆ ในออฟฟิศเลือกปลีกตัวในวันหยุดของช่วงต้นเดือน เราไปถึงอุทยานประมาณบ่ายของวัน ที่จุดกางเต๊นท์บ้านกร่างอันเป็นเป้าหมาย มีคนมาถึงก่อนหน้าไม่กี่สิบ บรรยากาศค่อนข้างดี เนื่องด้วยความเงียบยังไม่ถูกแทรกแซงมากนัก
หลังจากกางเต๊นท์ กินข้าวป่าเสร็จเรียบร้อย อันข้าวป่าที่ว่าไม่ใช่ไปนั่งทำอาหารแบบมันส์ๆ แผลงๆ อะไรทั้งนั้นครับ มันเป็นข้าวเหนียว หมูทอด ปลากระป๋อง และมาม่า ที่หากินได้แถวหน้าปากซอยทั่วไปนี่แหละ แต่เราเอาง่ายเข้าไว้ จากอาหารง่ายๆ เหล่านี้ก็ทำเอาอิ่มแปล้เช่นกัน
ท้องอิ่ม พักหน่อย แล้วจึงค่อยเริ่มเดินเล่น สำรวจพื้นที่
ในรัศมีประมาณ 500 เมตรจากแคมป์ เราเดินช้าๆ เพื่อละเลียดความสงบเงียบที่ไม่ค่อยพบเจอมากนักในเมืองหลวง
แม้ จะไม่ใช่ป่าชัฏ กระนั้นก็พอเห็นกระรอก กระแต และนกน้อยใหญ่ให้เห็นเรื่อยๆ แต่ด้วยติดโรคคนเมืองที่ไม่ค่อยทนกับการก้าวเท้าเป็นระยะทางไกลมากนัก เราจึงเดินกลับอย่างง่ายดาย หลังลัดเลาะตามเส้นทางเดินป่าได้ยังไม่ทันหอบสักแอะ อีกเหตุผลที่พอจะยกมาอ้างได้ก็ตรงที่ตะวันเริ่มคล้อยมากแล้ว หากจะเดินลึกเข้าไปก็ใช่จะเป็นผลดี
โปรแกรมเดินป่าวันแรกจึงหยุดแต่เพียงเท่านั้น
.....
ขณะที่ไฮไลท์สำคัญของทริปที่ไม่ได้ตั้งใจนักกลับเป็นอีกเรื่องนึง
มัน เป็นเวลาย่ำค่ำที่แม้ตะวันเพิ่งลับฟ้า แต่ในป่าแบบนี้พอไม่มีแสงก็เสมือนถลำลึกในราตรีมากแล้ว หลังกินข้าวเย็นและประทะสังสรรค์ทางความคิดกันนิดหน่อยก็ต้องปล่อยให้ความ ง่วงทำหน้าที่
4 ทุ่มโดยประมาณ
"เรา" ซึ่งในเวลานี้หมายถึงผมกับคนข้างหมอนนอนหลับอย่างรวดเร็ว ก่อนต้องสะดุ้งตื่นเพราะมีความรู้สึกเหมือนมีของเหลวที่เย็นจัดซึมผ่านด้าน ล่างถุงนอนขึ้นมาสัมผัสแผ่นหลัง จากที่ได้นอนอุ่นๆ กลับกลายเป็นเปียกปอนอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์ฝนที่ร่ำๆ ว่าจะตกลงมาตั้งแต่หัวค่ำ
5 ทุ่มโดยประมาณ
ผม และคนข้างหมอนต้องถอนตัวออกจากเต๊นท์ เราหยิบถุงนอนชุดเดียวที่ยังไม่เปียกมากนักย้ายตัวเองไปยังศูนย์บริการนัก ท่องเที่ยว โดยพบว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาอาศัยหลบฝนอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
ผ่าน ไปนานพอสมควร หลังจากไม่มีวี่แววว่าฝนจะซาลง ผมจึงต้องตกลงปลงใจใช้ถุงนอนปูรองพื้นกั้นระหว่างแผ่นหลังกับปูนซีเมนต์ เพื่อหลับเอาแรงอีกครั้ง ผิดแต่คราวนี้ไม่สามารถหลับลงอย่างง่ายดายเหมือนก่อนหน้า
ด้วยเหตุ ที่ฝนยังตก และคิดว่าเต๊นท์อื่นๆ ก็คงประสบพบเจอสถานการณ์เช่นกันกับผม นั่นคือเปียก จึงปรากฏกลุ่มคนอื่นๆ ทยอยเข้ามาอาศัยอาคารศูนย์บริการฯ ขนาดย่อมๆ จนเริ่มแน่น
คนเยอะ เรื่องก็แยะ ใครใคร่สูบบุหรี่เคล้าสายฝนก็อัดกันฉ่ำปอดกันไป ใครใคร่เสวนายามดึกก็เพลินกันไป แต่ไอ้คนที่ใคร่นอนอย่างผมกลับไม่ได้นอนง่ายๆ อย่างที่ควรจะเป็น เนื่องเพราะคนอื่นๆ ที่ยอยมาหลังก็กำลังสาละวนกับการจัดแจงที่นอน บ้างอาศัยพื้นซีเมนต์เช่นผม บ้างอาศัยผนังพิงเอนเพื่อพักหลับ แต่ที่หนักหน่อยคือพวกที่อาศัยโต๊ะ เก้าอี้ มาเรียงต่อกันนี่สิ
ณ ที่นี้ขอเรียกว่า "พวกมัน"
พวก มันที่ว่าระดมสรรพเฟอร์นิเจอร์มาต่อกันสนุกสนานราวกับเล่นเลโก้ บ้างลากโต๊ะ บ้างลากเก้าอี้ คนที่ยืนอยู่คงไม่สัมผัสกับเสียงน่าสะพรึงกลัวนั้นเท่าไหร่ แต่คนที่นอนแนบพื้นนี่สิ เสียงมันดัง "ครืดดดด ครืนนนน ครูดดดด โครกกกก เอี๊ยดดดด" ชวนให้หวั่นๆ ในใจว่าจะต้องมีผรุสวาทออกมาเพื่อว่ากล่าวกันเล็กน้อย
ผมนอนฟังสัก พัก ในใจคิดว่าคงระงับความง่วงด้วยการระงับความโกรธได้อีกสักหน่อย คอยดูท่าทีว่าจะมีอะไรดีขึ้นหรือไม่ แต่ปรากฎว่าไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อย่างที่คิด
เท่านั้นแหละ ...
"มึงก็ยกเอาสิว่ะ ... ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยย !!!"
มัน เป็นเสียงที่บ่งบอกได้ว่าไม่ยินดีนักกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คำสุดท้ายจากปากที่ใครคิดว่าหยาบกร้านกลายเป็นดอกไม้ในดงปืนอย่างไม่น่า เชื่อ เสียอย่างเดียวตรงเจ้าของเสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่ผม แต่เป็นเจ๊ที่นอนอยู่ในกลุ่มข้างๆ นั้นลงทุนเงยหัวขึ้นมาจากหมอนเพื่อกล่าวผรุสวาทแทนผมนั่นเอง
ขอบคุณ ครับเจ๊ ... คุณช่างเป็นคนที่ควรสรรเสริญอย่างแท้จริง ทันทีที่ประโยคสั้นๆ จบลง พลันเสียงลากเก้าอี้ที่โหยหวนก็เงียบหายราวกับผีร้ายถูกข้าวสารเสกซัดใส่ ร่าง
คืนนั้น ผมอยาก ... ผมอยากกระโดดจูบเจ๊ให้รู้แล้วรู้รอด
.....
แม้ จะหลับไม่เต็มอิ่มนัก เนื่องจากต้องสะดุ้งบ่อยๆ เพราะริ้นไรป่า แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการนอน เมื่อเทียบสถานการณ์ที่พบเจอของค่ำคืน
เช้าก่อนตะวันขึ้น
พวกเราจึงรวมตัวอีกครั้งเพื่อเตรียมตัวมุ่งไปเขาพะเนินทุ่งซึ่งอยู่ห่างออกไป 300 ลี้
ตี 5 หน่อยๆ ล้อรถที่ว่าจ้างให้พาขึ้นไปชมม่านหมอกที่ยอดเขาก็เริ่มหมุน มันเป็นการเดินทางที่ลำบากไม่น้อย แม้จะมีหน้าที่แค่นั่งนิ่งๆ เกาะแน่นๆ ที่ท้ายรถก็ตามที เพราะจากถนนที่คดเคี้ยว ลาดชัน และความเป็นขี้เลนจากสายฝนที่เพิ่งซาลงหลังตกตลอดคืน กว่าจะถึงจุดหมายเขาพะเนินทุ่งที่เขาว่างามนักงามหนาก็ลุ้นกันเยี่ยวเหนียว ใช้ได้
พอไปถึงก็พบว่า "เขาพะเนินทุ่ง" สวยดังว่า
ที่ นั่น มีคนอีกกลุ่มใหญ่ไปถึงก่อนหน้าโขแล้ว บ้างก็ออกเดินทางขึ้นมาก่อน แต่คิดว่าส่วนมากเป็นกลุ่มที่กางเต๊นท์ที่จุดนี้อยู่แล้ว บริเวณชมวิวจึงเป็นสมบัติผลัดกันโพส แต่ละคนชูสองนิ้วกันคนละรูปสองรูป ก่อนเปลี่ยนผ่านให้คนอีกกลุ่มไปทำแบบนั้นบ้าง
จุดชมวิวเขาพะเนินทุ่ง เป็นลานขนาดย่อมๆ จากจุดกางเต๊นท์เดินขึ้นไปอีกนิดเดียวก็จะเห็นหน้าผาที่มีม่านหมอกสวยงาม ด้วยความที่ฝนตลอดคืน หมอกข้างล่างที่เห็นจึงค่อนข้างหนา และไพล่นึกถึงผานกแอ่น จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ณ ภูกระดึงที่เคยไปอยู่บ่อยๆ แล้ว เทียบกันแล้วความงามที่นี่ไม่ห่างกันนัก
หลังชื่นชมความงามที่ นี่สักพัก ก็ย้ายตัวเองไปอีกจุดหนึ่งไม่ห่างจากนี้เท่าไหร่ เราละจากจุดชมวิวนี้ก่อนใครเพื่อไปถึงอีกจุดหนึ่งเป็นกลุ่มแรก
ขอ อภัยผมจำชื่ออีกจุดนึงไม่ได้ แต่ ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งสวยกว่าที่เดิมโข เรายืนอยู่บนถนนแคบๆ ข้างหลังเป็นเขา ข้างหน้าเป็นผา ด้านล่างเป็นทะเลหมอก จะถ่ายรูป ยืนดู หรือทำอะไรก็สุดแท้แต่ความอยากจะทำ เพราะการมาถึงกลุ่มแรกนี้เอง จึงถือวิสาสะชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่ม
สักพัก ก็เลิกราจากกัน ก่อนไปนั่งจิบกาแฟที่จุดบริการนักท่องเที่ยวเขาพะเนินทุ่งอีกครั้ง
"จิบกาแฟในสายลมหนาว มองทะเลหมอก ชมป่าเขาลำเนาไพร" นี่มันชีวิตในอุดมคติชัดๆ
ผม ถือโอกาสซัดกาแฟเอสเปรสโซ่ไปสองแก้ว เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในเมืองกรุง จากนั้นจึงผละจากกันเพื่อลงเขาไปยังแคมป์บ้านกร่างซึ่งเป็นจุดกางเต๊นท์ของ เรา
.....
เริ่มสายแล้ว
เราไปถึงแคมป์บ้านกร่าง กินข้าวอิ่มแปล้อีกครั้ง เก็บเต๊นท์ เคลียร์ของ เพื่อเริ่มเดินทางกลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง
2 วัน 1 คืน คือช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นการบุกขึ้นไปสัมผัสลมหนาวอ่อนๆ ให้สาใจ ก่อนลงมาพบความจริงที่หนาวเหนอะหนะกว่าใน กทม. อีก 300 กว่าวันที่เหลือ
.....
ณ เวลานี้
กทม. อากาศเริ่มหนาวมาหลายวันแล้ว ผมลงทุนเข้างานตั้งแต่เช้า เพียงเพื่อมาทักคุณว่า "กาแฟสักแก้วไหมครับ"
.....
ปล. เอาภาพมาฝากตามเคย ชุดนี้ถ่ายด้วยดิจิตอลกิ๊กก๊อก เอาไว้เงินเดือนออกจะไปล้างฟิล์มโลโม่มาให้ติชมบ้างครับ














ผมเพิ่งกลับจาก แก่งกระจาน ไอ้ที่ว่า "เพิ่ง" ที่ว่าไม่ได้หมายถึงเมื่อวาน เมื่อครู่ หรือเมื่อตะกี๊ที่ผ่านมานะครับ แต่มันหมายถึงสักประมาณครึ่งค่อนเดือนที่ผ่านมา กว่าจะสามารถเอาเรื่องมาเล่า เอาภาพมาขึ้นบล็อกก็นานโข
กระทั่งเวลา นี้ อากาศหนาวจนใครหลายคนเริ่มถามหาคนข้างหมอนให้นอนกอดอุ่นๆ กันบ้างแล้ว คนที่มีประจำก็เริ่มกอดกันแน่นมากขึ้น คนที่เคยนอนเหงาก็เริ่มเลียบๆ เคียงๆ เอนๆ เอียงๆ เบี่ยงซ้าย ย้ายขวา เพื่อหาใครสักคนมาอยู่ใกล้ๆ
ณ ช่วงเวลานี้ กทม. หนาวมาก เช่นเดียวกับในหน้าสื่อที่เริ่มเกาะกระแสข่าวตามฤดูกาล ที่ภาคเหนือมีแม่คะนิ้งแล้ว ที่อีสานลมพัดเพียงแผ่วเบาก็หนาวดังลมเสียดกระดูก แม้ที่ภาคใต้น้ำจะท่วมหนักในหลายพื้นที่ แต่จากกระแสข่าวที่ว่า "ข้าวสารเน่าอีกแล้ว" ก็ทำเอาเจ้ากระทรวงและรัฐบาลต้องหนาวสั่นหวั่นไหวบ้างเหมือนกัน
แต่ ในช่วงเวลาเมื่อสักครึ่งค่อนเดือนที่ผ่านมา ที่ผมหลบหน้าเมืองกรุงไปตั้งแคมป์ที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนแก่งกระจานนั้น มันไม่หนาวขนาดนี้
ผมและพี่ๆ ในออฟฟิศเลือกปลีกตัวในวันหยุดของช่วงต้นเดือน เราไปถึงอุทยานประมาณบ่ายของวัน ที่จุดกางเต๊นท์บ้านกร่างอันเป็นเป้าหมาย มีคนมาถึงก่อนหน้าไม่กี่สิบ บรรยากาศค่อนข้างดี เนื่องด้วยความเงียบยังไม่ถูกแทรกแซงมากนัก
หลังจากกางเต๊นท์ กินข้าวป่าเสร็จเรียบร้อย อันข้าวป่าที่ว่าไม่ใช่ไปนั่งทำอาหารแบบมันส์ๆ แผลงๆ อะไรทั้งนั้นครับ มันเป็นข้าวเหนียว หมูทอด ปลากระป๋อง และมาม่า ที่หากินได้แถวหน้าปากซอยทั่วไปนี่แหละ แต่เราเอาง่ายเข้าไว้ จากอาหารง่ายๆ เหล่านี้ก็ทำเอาอิ่มแปล้เช่นกัน
ท้องอิ่ม พักหน่อย แล้วจึงค่อยเริ่มเดินเล่น สำรวจพื้นที่
ในรัศมีประมาณ 500 เมตรจากแคมป์ เราเดินช้าๆ เพื่อละเลียดความสงบเงียบที่ไม่ค่อยพบเจอมากนักในเมืองหลวง
แม้ จะไม่ใช่ป่าชัฏ กระนั้นก็พอเห็นกระรอก กระแต และนกน้อยใหญ่ให้เห็นเรื่อยๆ แต่ด้วยติดโรคคนเมืองที่ไม่ค่อยทนกับการก้าวเท้าเป็นระยะทางไกลมากนัก เราจึงเดินกลับอย่างง่ายดาย หลังลัดเลาะตามเส้นทางเดินป่าได้ยังไม่ทันหอบสักแอะ อีกเหตุผลที่พอจะยกมาอ้างได้ก็ตรงที่ตะวันเริ่มคล้อยมากแล้ว หากจะเดินลึกเข้าไปก็ใช่จะเป็นผลดี
โปรแกรมเดินป่าวันแรกจึงหยุดแต่เพียงเท่านั้น
.....
ขณะที่ไฮไลท์สำคัญของทริปที่ไม่ได้ตั้งใจนักกลับเป็นอีกเรื่องนึง
มัน เป็นเวลาย่ำค่ำที่แม้ตะวันเพิ่งลับฟ้า แต่ในป่าแบบนี้พอไม่มีแสงก็เสมือนถลำลึกในราตรีมากแล้ว หลังกินข้าวเย็นและประทะสังสรรค์ทางความคิดกันนิดหน่อยก็ต้องปล่อยให้ความ ง่วงทำหน้าที่
4 ทุ่มโดยประมาณ
"เรา" ซึ่งในเวลานี้หมายถึงผมกับคนข้างหมอนนอนหลับอย่างรวดเร็ว ก่อนต้องสะดุ้งตื่นเพราะมีความรู้สึกเหมือนมีของเหลวที่เย็นจัดซึมผ่านด้าน ล่างถุงนอนขึ้นมาสัมผัสแผ่นหลัง จากที่ได้นอนอุ่นๆ กลับกลายเป็นเปียกปอนอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์ฝนที่ร่ำๆ ว่าจะตกลงมาตั้งแต่หัวค่ำ
5 ทุ่มโดยประมาณ
ผม และคนข้างหมอนต้องถอนตัวออกจากเต๊นท์ เราหยิบถุงนอนชุดเดียวที่ยังไม่เปียกมากนักย้ายตัวเองไปยังศูนย์บริการนัก ท่องเที่ยว โดยพบว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาอาศัยหลบฝนอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
ผ่าน ไปนานพอสมควร หลังจากไม่มีวี่แววว่าฝนจะซาลง ผมจึงต้องตกลงปลงใจใช้ถุงนอนปูรองพื้นกั้นระหว่างแผ่นหลังกับปูนซีเมนต์ เพื่อหลับเอาแรงอีกครั้ง ผิดแต่คราวนี้ไม่สามารถหลับลงอย่างง่ายดายเหมือนก่อนหน้า
ด้วยเหตุ ที่ฝนยังตก และคิดว่าเต๊นท์อื่นๆ ก็คงประสบพบเจอสถานการณ์เช่นกันกับผม นั่นคือเปียก จึงปรากฏกลุ่มคนอื่นๆ ทยอยเข้ามาอาศัยอาคารศูนย์บริการฯ ขนาดย่อมๆ จนเริ่มแน่น
คนเยอะ เรื่องก็แยะ ใครใคร่สูบบุหรี่เคล้าสายฝนก็อัดกันฉ่ำปอดกันไป ใครใคร่เสวนายามดึกก็เพลินกันไป แต่ไอ้คนที่ใคร่นอนอย่างผมกลับไม่ได้นอนง่ายๆ อย่างที่ควรจะเป็น เนื่องเพราะคนอื่นๆ ที่ยอยมาหลังก็กำลังสาละวนกับการจัดแจงที่นอน บ้างอาศัยพื้นซีเมนต์เช่นผม บ้างอาศัยผนังพิงเอนเพื่อพักหลับ แต่ที่หนักหน่อยคือพวกที่อาศัยโต๊ะ เก้าอี้ มาเรียงต่อกันนี่สิ
ณ ที่นี้ขอเรียกว่า "พวกมัน"
พวก มันที่ว่าระดมสรรพเฟอร์นิเจอร์มาต่อกันสนุกสนานราวกับเล่นเลโก้ บ้างลากโต๊ะ บ้างลากเก้าอี้ คนที่ยืนอยู่คงไม่สัมผัสกับเสียงน่าสะพรึงกลัวนั้นเท่าไหร่ แต่คนที่นอนแนบพื้นนี่สิ เสียงมันดัง "ครืดดดด ครืนนนน ครูดดดด โครกกกก เอี๊ยดดดด" ชวนให้หวั่นๆ ในใจว่าจะต้องมีผรุสวาทออกมาเพื่อว่ากล่าวกันเล็กน้อย
ผมนอนฟังสัก พัก ในใจคิดว่าคงระงับความง่วงด้วยการระงับความโกรธได้อีกสักหน่อย คอยดูท่าทีว่าจะมีอะไรดีขึ้นหรือไม่ แต่ปรากฎว่าไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อย่างที่คิด
เท่านั้นแหละ ...
"มึงก็ยกเอาสิว่ะ ... ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยย !!!"
มัน เป็นเสียงที่บ่งบอกได้ว่าไม่ยินดีนักกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คำสุดท้ายจากปากที่ใครคิดว่าหยาบกร้านกลายเป็นดอกไม้ในดงปืนอย่างไม่น่า เชื่อ เสียอย่างเดียวตรงเจ้าของเสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่ผม แต่เป็นเจ๊ที่นอนอยู่ในกลุ่มข้างๆ นั้นลงทุนเงยหัวขึ้นมาจากหมอนเพื่อกล่าวผรุสวาทแทนผมนั่นเอง
ขอบคุณ ครับเจ๊ ... คุณช่างเป็นคนที่ควรสรรเสริญอย่างแท้จริง ทันทีที่ประโยคสั้นๆ จบลง พลันเสียงลากเก้าอี้ที่โหยหวนก็เงียบหายราวกับผีร้ายถูกข้าวสารเสกซัดใส่ ร่าง
คืนนั้น ผมอยาก ... ผมอยากกระโดดจูบเจ๊ให้รู้แล้วรู้รอด
.....
แม้ จะหลับไม่เต็มอิ่มนัก เนื่องจากต้องสะดุ้งบ่อยๆ เพราะริ้นไรป่า แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการนอน เมื่อเทียบสถานการณ์ที่พบเจอของค่ำคืน
เช้าก่อนตะวันขึ้น
พวกเราจึงรวมตัวอีกครั้งเพื่อเตรียมตัวมุ่งไปเขาพะเนินทุ่งซึ่งอยู่ห่างออกไป 300 ลี้
ตี 5 หน่อยๆ ล้อรถที่ว่าจ้างให้พาขึ้นไปชมม่านหมอกที่ยอดเขาก็เริ่มหมุน มันเป็นการเดินทางที่ลำบากไม่น้อย แม้จะมีหน้าที่แค่นั่งนิ่งๆ เกาะแน่นๆ ที่ท้ายรถก็ตามที เพราะจากถนนที่คดเคี้ยว ลาดชัน และความเป็นขี้เลนจากสายฝนที่เพิ่งซาลงหลังตกตลอดคืน กว่าจะถึงจุดหมายเขาพะเนินทุ่งที่เขาว่างามนักงามหนาก็ลุ้นกันเยี่ยวเหนียว ใช้ได้
พอไปถึงก็พบว่า "เขาพะเนินทุ่ง" สวยดังว่า
ที่ นั่น มีคนอีกกลุ่มใหญ่ไปถึงก่อนหน้าโขแล้ว บ้างก็ออกเดินทางขึ้นมาก่อน แต่คิดว่าส่วนมากเป็นกลุ่มที่กางเต๊นท์ที่จุดนี้อยู่แล้ว บริเวณชมวิวจึงเป็นสมบัติผลัดกันโพส แต่ละคนชูสองนิ้วกันคนละรูปสองรูป ก่อนเปลี่ยนผ่านให้คนอีกกลุ่มไปทำแบบนั้นบ้าง
จุดชมวิวเขาพะเนินทุ่ง เป็นลานขนาดย่อมๆ จากจุดกางเต๊นท์เดินขึ้นไปอีกนิดเดียวก็จะเห็นหน้าผาที่มีม่านหมอกสวยงาม ด้วยความที่ฝนตลอดคืน หมอกข้างล่างที่เห็นจึงค่อนข้างหนา และไพล่นึกถึงผานกแอ่น จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ณ ภูกระดึงที่เคยไปอยู่บ่อยๆ แล้ว เทียบกันแล้วความงามที่นี่ไม่ห่างกันนัก
หลังชื่นชมความงามที่ นี่สักพัก ก็ย้ายตัวเองไปอีกจุดหนึ่งไม่ห่างจากนี้เท่าไหร่ เราละจากจุดชมวิวนี้ก่อนใครเพื่อไปถึงอีกจุดหนึ่งเป็นกลุ่มแรก
ขอ อภัยผมจำชื่ออีกจุดนึงไม่ได้ แต่ ณ ที่แห่งนี้ ยิ่งสวยกว่าที่เดิมโข เรายืนอยู่บนถนนแคบๆ ข้างหลังเป็นเขา ข้างหน้าเป็นผา ด้านล่างเป็นทะเลหมอก จะถ่ายรูป ยืนดู หรือทำอะไรก็สุดแท้แต่ความอยากจะทำ เพราะการมาถึงกลุ่มแรกนี้เอง จึงถือวิสาสะชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่ม
สักพัก ก็เลิกราจากกัน ก่อนไปนั่งจิบกาแฟที่จุดบริการนักท่องเที่ยวเขาพะเนินทุ่งอีกครั้ง
"จิบกาแฟในสายลมหนาว มองทะเลหมอก ชมป่าเขาลำเนาไพร" นี่มันชีวิตในอุดมคติชัดๆ
ผม ถือโอกาสซัดกาแฟเอสเปรสโซ่ไปสองแก้ว เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไปในเมืองกรุง จากนั้นจึงผละจากกันเพื่อลงเขาไปยังแคมป์บ้านกร่างซึ่งเป็นจุดกางเต๊นท์ของ เรา
.....
เริ่มสายแล้ว
เราไปถึงแคมป์บ้านกร่าง กินข้าวอิ่มแปล้อีกครั้ง เก็บเต๊นท์ เคลียร์ของ เพื่อเริ่มเดินทางกลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง
2 วัน 1 คืน คือช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นการบุกขึ้นไปสัมผัสลมหนาวอ่อนๆ ให้สาใจ ก่อนลงมาพบความจริงที่หนาวเหนอะหนะกว่าใน กทม. อีก 300 กว่าวันที่เหลือ
.....
ณ เวลานี้
กทม. อากาศเริ่มหนาวมาหลายวันแล้ว ผมลงทุนเข้างานตั้งแต่เช้า เพียงเพื่อมาทักคุณว่า "กาแฟสักแก้วไหมครับ"
.....
ปล. เอาภาพมาฝากตามเคย ชุดนี้ถ่ายด้วยดิจิตอลกิ๊กก๊อก เอาไว้เงินเดือนออกจะไปล้างฟิล์มโลโม่มาให้ติชมบ้างครับ














Tags: แก่งกระจาน, ไอ้เหี้ย3 Comments
