ผมเคยพูดเสมอว่ามหาวิทยาลัยสอนให้รู้สึกเบื่อห้องเรียนอย่างสุดลิ่มทิ่มถูรู ผมรู้สึกอย่างนั้นขณะอยู่ปี 2 เทอมแรก มันเกิดจากถ้อยคำ เกิดจากวิธีการสอน เกิดจากวิธีการเรียนที่ผมรู้สึกว่าไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย ตีขลุมเอาง่ายๆ ในความรู้สึกขณะนั้นคือ ผ่านไป 3 เทอมของการศึกษา ผมไม่รู้สึกว่าได้ห่าเหวอะไรที่จะไปใช้ในวิชาชีพที่ผมชอบเลย

ผ่านไป 3 เทอม ผมไม่รู้อะไรมากไปกว่าทฤษฎีสื่อสารมวลชนเบื้องต้นของ David K.Berlo อักษร 4 ตัวที่วนไปวนมาคาบแล้วคาบเล่า SMCR

ตามสันดานบ้าของผมจึงมอบอักษร 3 ตัวที่ค้างอยู่ในใจออกไปเบาๆ หลังจากออกจากห้องนั้น WTF

…..

ผมเพิ่งกลับจากมหาวิทยาลัยเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ด้วยมีภาระกิจบางอย่างที่ต้องกระทำการร่วมกับรุ่นน้องที่ห่างกันสักช่วงตัวหนึ่ง ได้เห็นภาพเก่าๆ ห้องเรียนเดิมๆ เพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ และบางมุมแห่งความทรงจำเมื่อครั้งดำรงสถานภาพนิสิตเต็มขั้น แน่นอนว่ามันนานมาแล้ว…

ภาพทรงจำที่นึกถึงมากที่สุดคือ วันนี้ของปีนั้นกูทำอะไรอยู่วะ?

พลันนึกถึงวันที่ผมและเพื่อนๆ กุเลงๆ ยกพวกออกจากห้องเรียนเพื่อไปหาสิ่งที่ห้องเรียนยังไม่สอน…อุปกรณ์ดิบๆ ไม่กี่ชิ้นที่พอจะนำมาผลิตงานได้ หยิบยืมยื้อแย่งกันมาใช้งานตามโอกาสจะอำนวย

แน่ละ…เรา ณ ขณะนั้นคงเป็นพวกร้อนวิชา หรือไม่ก็ร้อนใจที่ยังไม่มีวิชา มันคงเป็นอะไรสักอย่างที่ค้างคาใจอยู่ สิ่งที่เราทำหลังจากเบี่ยงกายเบนใจออกจากห้องเรียนจึงเป็นเรื่องสื่อในแง่ของการปฏิบัติล้วนๆ

หนังสั้นขนาดสั้น หนังสั้นขนาดยาว บทหนัง ภาพนิ่ง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ฯลฯ เป็นสิ่งที่เราทุ่มแรงกายใจไปกับมันจนแทบตับปลิ้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องมีน้ำเมาหลากขนานหลายยี่ห้อปะปนกัน แต่ในวงสนทนาเคล้าอาการปริ่มเปรมเราก็ยังมิวายคุยเรื่อง “งาน” ที่เราสนใจอยู่ดี

ผมไม่อาจบอกว่าวิธีการเหล่านั้นคือความสำเร็จ หรือเป็นหนทางสู่แสงสว่างแต่อย่างใด เพียงแต่รู้สึกว่าเราได้อะไรบางอย่าง เราตกตะกอนอะไรมาบ้างจากการเอาวัยหนุ่มไปทิ้งในรั้วมหาวิทยาลัยก็เท่านั้น

…..

ย้อนกลับไปไกลกว่านั้นสักหน่อย ในวันที่ผมเป็นเพียงนักเรียนหน้าดำที่หอบเอาความคาดหวังมาสอบสัมภาษณ์โควต้ารับตรง

เด็กน้อยในวันนั้นเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าห้องสอบสัมภาษณ์ มีอาจารย์ 4-5 คนรออยู่ข้างใน บ้างกำลังสัมภาษณ์เพื่อนคนอื่น บ้างยังว่างรอคิวต่อไปอยู่ ผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาชายวัยกลางคนที่หน้าดำพอกัน…เก้าอี้สัมภาษณ์ยังว่าง

“ทำไมถึงเลือกเรียนสาขานี้” เขาถาม

“ผมว่ามันเป็นงานที่ประหลาด น่าสนใจ ได้เห็น ได้คุย ได้เดินทาง และได้พบปะผู้คนตั้งแต่เจ้าศักดินายันขอทานข้างถนน ผมคงเก็บเกี่ยวอะไรมาจากพวกเขาเหล่านั้นมาได้บ้าง” มันเป็นคำตอบจากผม ท่ามกลางคำถามอื่นๆ อีกมากมาย

ผมเดินออกจากห้องนั้นหลังสัมภาษณ์เสร็จ กลับบ้าน และเดินทางกลับมาใหม่พร้อมกับขยับสถานภาพตามบัญญัติของสังคม จาก “นักเรียนเป็นนิสิต” และกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เมื่อกลับไปอีกครั้งก็เปลี่ยนจาก “นิสิตเป็นศิษย์เก่า” แต่ในความแตกต่างทั้งหมดผมรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นอะไรบางอย่างอยู่

…..

ขณะดำรงสถานะเป็นศิษย์เก่า และขณะที่ดำรงสถานะศิษย์เก่าที่มีหน้าที่บางอย่าง กับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์นอกห้องเรียนกับรุ่นน้อง ผมเพียงแต่ยังสงสัยว่า พวกเขากำลังทำอะไรอยู่

ผมคงมิบังอาจวิพากษ์วิจารณ์ด้วยคำใดๆ ออกไปได้ เนื่องจากเราสัมผัสกันแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น แต่จากแววตา ท่าทาง วิธีการคิด ผมได้แต่เพียงสงสัยเช่นว่าเกิดอะไรขึ้น

เขาเรียนอะไรในห้องเรียน

เขาคุยอะไรนอกห้องเรียน

เขาทำอะไรระหว่างใช้ชีวิตกับการเรียน

หนังสือที่เขาอ่าน หนังที่เขาดู ละครที่เขาเสพ ข่าวที่เขาติดตาม เว็บไซต์ที่เขาเพียรออนไลน์ สื่อที่เขาชอบ ความเป็นไปของสังคม ชีวิต ผู้คน หรือแม้กระทั่งชุมชนที่พวกเขาไปแฝงกายอยู่ในนั้น…มันเป็นอย่างไรบ้าง

เขาพอใจกับคอกแห่งนี้มากน้อยแค่ไหน เขาต่อสู้กับกำแพงที่ขวางกั้นมันอย่างไร…ผมเพียงแต่สงสัย