เบรค 1
..........................................

บักโก :

สวัสดีครับ กลับมาเกาะติดข่าวร้อนตอนนี้ กันเช่นเคยๆ นะครับ

เรื่องร้อนที่พ่อแม่พี่น้องควรให้ความสนใจใคร่รู้ตอนนี้เห็นทีจะเป็นเรื่องอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากเรื่องราวของพ่อลูกคู่นี้ที่ทะเลาะกันอย่างออกรสออกชาติ เราจะเกาะติดข่าวนี้จนกว่าจะพบความกระจ่างนะครับ ว่าที่มาที่ไป หรือเรื่องราวความซับซ้อนซ่อนเงื่อนเป็นอย่างไร ซึ่งเรื่องเหล่านี้เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อพ่อแม่พี่น้องในทุกหย่อมหญ้าเขียวขจี อย่ารอช้าเลยครับ ไปพบกับการรายงานสดจากหลังคาโบสถ์ของผู้สื่อข่าวของเราเลยครับ

สวัสดีครับ คุณหทัยใจสมุทรสุดสาครอุดรวดีศรีสมร ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างครับ

หทัยใจสมุทรสุดสาครอุดรวดีศรีสมร :

สวัสดีคะ คุณบักโกคะ ตอนนี้นะคะดิฉันอยู่กับคุณลูกของคุณพ่อนะคะ แต่ก่อนอื่นขออนุญาตเล่าท้าวความยาวสาวความยืดก่อนนะคะ ฉอดดดๆๆๆๆๆๆ ฉอดๆๆๆๆๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้นะคะ ฉอดดดๆๆๆๆ และในตอนเช้าที่ผ่านมานี้เองก็ได้มีการฉอดดดๆๆๆๆๆๆ กันเป็นฉากๆๆๆๆ นะคะ และตอนนี้เราอยากฟังเสียงของคุณลูกเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดคะ

คุณลูกคะ บอกเราหน่อยคะ ว่าที่จริงแล้วเรื่องราวเป็นอย่างไร

คุณลูก: เอ่อออออ......

หทัยใจสมุทรสุดสาครอุดรวดีศรีสมร : อย่างนั้นเลยเหรอคะ แล้วไงต่อคะ

คุณลูก: เอ่ออออ......

หทัยใจสมุทรสุดสาครอุดรวดีศรีสมร :ว๊าว ไม่อยากจะเชื่อ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปคะ

คุณลูก:  เอ่อออ ....

หทัยใจสมุทรสุดสาครอุดรวดีศรีสมร : โอโห ถึงขั้นนี้เลยเหรอคะ ไม่อยากเชื่อเลยนะคะว่าจะทำได้ลงคอ ฉอดๆๆๆ เอาหละคะ ทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวทั้งหมดจากคุณลูกนะคะ ถ้าเกิดมีสถานการณ์บ้าบอคอแตกอะไรต่อจากนี้ จะรายงานให้ทราบเป็นช่วงๆ คะ

 

บักโก :

ให้มันได้อย่างนี้สิครับคุณผู้ชม นี่เรื่องราวชักจะไปกันใหญ่แล้ว คิดดูนะครับว่าเรื่องนี้จะเกิดผลกระทบต่อสังคมโลกขนาดไหน เพราะในช่วงที่บารัค โอบามากำลังยุ่งอยู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง โอบามาร์คก็กำลังงงเต๊กกับสถานการณ์บ้านเมืองไทยแลนด์แดนสยาม ยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาอีก นี่มันวิกฤตชาติชัดๆ เลยนะครับ

อย่ากระนั้นเลยครับ เราคนไทยผู้รักสันติควรหันมาทำจิตใจให้บริสุทธิ์ และควรช่วยเหลือประเทศชาติยามนี้ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ด้วยการร่วมกันตั้งชื่อลูกแพนด้าดีกว่าครับ ซึ่งขณะนี้ยังมีเวลาให้โหวตกับ 4 ชื่อที่เหลือนะครับ ทวนกันอีกครั้งนะครับ 4 ชื่อที่เหลือประกอบไปด้วย ชุ่ยชุ่ย ส้งติง กวนโอ๊ย แล้วก็สุดท้ายคือ กุ๊ก กุ๊ก กู๋ ชอบชื่อไหนก็อย่าลืมโหวตกันเข้ามานะครับ นี่จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่คนไทยแสดงความเป็นหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาชาติครับ

อ้า ..... ก็จบกันไปนะครับ ก่อนพักเบรคเนี่ยเรามีของมาแจกครับ สำหรับ 10 ท่านแรกที่ส่ง SMS มาร่วมตอบคำถามกับเรา โดยตอบให้ได้ว่า อาหารใดหากทานเข้าไปแล้วทำให้หุ่นเฟิร์มมากที่สุด ... ระหว่าง สาหร่ายดำใต้น้ำทะเลลึก กับ อมินัลมิเนามินัลซอยเป๊บไทน์ยี่ห้อฤาษีขี่หลังลิงขึ้นต้นมะพร้าว ....  พิมพ์ A-Z เว้นวรรคจัดย่อหน้าให้สวยงามพิมพ์คำตอบของคุณส่งมาที่ 224 236 248 25-10 26-12 .... เพื่อรับเสื้อกล้ามกันหนาวช่วยลดโลกร้อนกับจากเราครับ

ช่วงนี้พักกันสักครู่ครับ

........................................

โฆษณา

ชิ้นที่ 1 : อยากสวยเหมือนดารา ซื้อยาซีม่าไปทาสิคะ, ซีม่า เจ้าของเดียวกับโทนาฟ และโทนาฟเจ้าของเดียวกับซีม่า

ชิ้นที่ 2 :  ซื้อรถวันนี้รวย ใช้รถคันนี้มีแต่รวย ไม่เชื่อไปถามคนรวยดูสิ, รถยนต์ปาทังก้า รถหรูหรา และกินน้ำมัน

ชิ้นที่ 3 : รู้ไหมร่างกายคนเราทุกวันนี้ รับสารอาหารไม่เพียงพอ แต่ไม่เป็นไร ด้วยเทคโนโลยีใหม่ คุณไม่ต้องกินข้าวกินปลา เพียงแค่มี ... "อมินัลมิเนามินัลซอยเป๊บไทน์ยี่ห้อฤาษีขี่หลังลิงขึ้นต้นมะพร้าว" ตัวสารอาหารโมเลกุลเดี่ยวจะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้คุณเอง อย่าลืม ... "อมินัลมิเนามินัลซอยเป๊บไทน์ยี่ห้อฤาษีขี่หลังลิงขึ้นต้นมะพร้า"

 

เบรค 2
..........................................

ช่วงนี้สนับสนุนโดย "อมินัลมิเนามินัลซอยเป๊บไทน์ยี่ห้อฤาษีขี่หลังลิงขึ้นต้นมะพร้าว"

.........................................

บักโก :

กลับมาช่วงที่สอง ยังมีอีกหลายเรื่องให้ติดตามนะครับ ถัดจากเบรคที่แล้วที่เราเล่าให้ฟังว่า มีเรื่องราวของพ่อลูก ฉอดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วอีกเรื่องใหญ่เรื่องนึงก็คือหมีแพนด้า หมีแพนด้า หมีแพนด้า หมีๆ แพนด๊าาาาาาาาาา

เอาหละครับ พอหอมปากหอมคอแล้ว เราไปตามติดอีกเรื่องดีกว่า หลังจากที่เคยมีกระแสข่าวอยู่พักนึงเกี่ยวกับเด็กคนนึงที่มาตามหาญาติพ่อ วันนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง ผมจะได้สอบถามไปที่เด็กอินิการามาโตครับ ซึ่งขณะนี้อยู่ในสายกับเราแล้วนะครับ

สวัสดีครับน้องอินิการามาโตครับ ตอนนี้เป็นไงบ้างครับ

ก็ดีครับ

บักโก : เหรอครับ แล้วคิดว่าจะเป็นนักร้องไหมครับ

น้องอินิการามาโต : ไม่รู้ครับ

บักโก :อยากเป็นดาราไหมครับ

น้องอินิการามาโต : เอ่อออออ

บักโก :คิดยังไงกับหมีแพนด้าครับ

น้องอินิการามาโต :  อ้อ ... หมีแพนด้าเขาว่าน่ารัก ฉันนี้ชักๆ อยากจะเห็น อยากจะเห็นหมีตัวเป็นๆ อยากจะเห็นๆ หมีแพนด๊าาาาาาาา

บักโก : อ๋อเหรอครับ ถ้างั้นเดี๋ยวเราจะตัดภาพไปให้เห็นหมีแพนด้าเลยครับ  น่ารักไหมครับ

น้องอินิการามาโต : น่ารักคร้าบบบบบบบบบ

บักโก : เอาหละครับ วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ น้องอินิการามาโต อยากจะฝากอะไรถึงพ่อลูกคู่นั้นบ้างครับ

น้องอินิการามาโต : เอ่อ ............

บักโก : และนี่ก็เป็นเรื่องราวของน้องอินิการามาโตที่ตามหาญาติพ่อ และก็ได้ให้ความสนใจกับหมีแพนด้าเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ทั่วไปนะครับ นอกจากนี้ยังได้ฝากไปถึงพ่อลูกคู่นั้นด้วยว่า เอ่อ ......

แหม ! ช่วงนี้เราก็ได้คุยกับน้องอินิการามาโตไปมากมายหลายประเด็นทีเดียว เอาเป็นว่าพักเบรคกันอีกสักครู่ แล้วเดี๋ยวช่วงต่อไปพลาดไม่ได้ กับไฮไลท์เรื่องราวแปลกประหลาดอภิมหานิรันดร์กาลพิลึกพิลั่นสนั่นโลกา ช่วงหน้ากลับมาตามครับ

 .................................

โฆษณา

ชิ้นที่หนึ่ง :  ขายประกัน เราประกันชีวิตให้คุณ เรารับประกัน เราดูแลคุณด้วยเฮลิคอปเตอร์ ถ้าคุณถูกงูกัดกลางป่า คุณก็โทรหาเราได้เหมือนกัน, ใครประกันชีวิต (กรณีดังกล่าวเป็นเพียงเคสตัวอย่างเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอา ฮ.ไปรับคุณเสมอไป และถ้าถูกงูกัดกลางป่า แนะนำให้โทรสั่งลาลูกเมียไว้เลย แล้วค่อยโทรหาเรา และอย่าคาดหวัง เพราะเราอาจจะหลงทางหาคุณไม่เจอก็ได้)

ชิ้นที่สอง : ขายความฝัน อยากเท่ อยากหล่อ ร้องเพลงเพราะ สาวกรี๊ด นี่เลย "เป๊กขี้ โดดขี้ให้โลกเหม็น"

ชิ้นที่สาม : เรารักประเทศไทย เรารักชาติ เราให้โอกาส เราอยาเห็นนักฟุตบอลไทยไปมวยโลก เราอยากเห็นสังคมแห่งนี้มีรอยยิ้มอีกครั้ง, บริษัทเมาดีจำกัด

......................................

เบรค 3

 ช่วงนี้สนับสนุนโดย ใครประกันชีวิต

..........................................

กลับมาพบกับช่วงสุดท้ายของรายการนะครับ อย่างที่เรียนไว้ในเบรคที่แล้วกับเรื่อง แปลกประหลาดอภิมหานิรันดร์กาลพิลึกพิลั่นสนั่นโลกา ไม่ใช่หมาเลี้ยงลูกคน ไม่ใช่หมูสองตัวแปดขา แต่เป็นเรื่องของงูหัวคน ที่กำลังได้รับความสนใจจากสำนักข่าวใหญ่จากนอกโลก

เรื่องราวเป็นอย่างนี้ครับ งูตัวนี้ถูกพบที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านเรา ว่ากันว่าถูกจับได้ขณะออกจับอึ่ง เห็นงูตัวนี้กำลังกินอึ่งอยู่ก็เลยจับมา บางกระแสบอกว่าเป็นคนที่ถูกสาปด้วยมนต์ดำ บางกระแสบอกว่าเป็นสัตว์ที่หลุดมาจากป่าหิมพานต์ในตำนาน แต่ผมจะวิเคราะห์แบบนี้ครับ

จากภาพที่เห็นนี่จะพบว่างูตัวนี้หน้าตาเหมือนคน อาจเป็นไปได้ว่างูตัวนี้กินคนเข้าไป แล้วคนก็ยังไม่ตาย คนก็เลยดิ้นๆๆๆๆๆ แล้วก็โผล่หัวออกมาได้ แต่ว่าขาเขอต่างๆ ถูกงูกลืนเข้าไปครึ่งตัวแล้ว คนจึงออกมาไม่ได้จึงอาศัยร่างของงูนั้นในการใช้ชีวิตอยู่เสียเลย

ถ้าคุณผู้ชมนึกภาพไม่ออกนะครับ ลองนึกภาพการต่อกิ่งของต้นไม้นะครับ เช่น ต้นมะม่วงที่เอากิ่งมังคุดมาเสียบก็กลายเป็นต้นมะม่วงที่มีลูกเป็นมังคุด คือข้างล่างเป็นมะม่วง ข้างบนเป็นมังคุดไงครับ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ผมว่ามันสมเหตุสมผลกว่าที่ข่าวลือหลายกระแสที่เขาว่ากันนะครับ

ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น เราจะมาตามติดข่าวร้อนกันต่อไปในวันพรุ่งนี้มะรืนนี้นะครับ วันนี้ผมลาไปนอนก่อนนะครับ ส่วน SMS ร่วมสนุกชิงเสื้อกล้ามกันหนาว กับคำถามที่ว่า อาหารใดกินแล้วหุ่นเฟิร์ม จะมาเฉลยในปีหน้าครับ รอรับของรางวัลด้วยนะครับ

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

 

.... ตือดึ๊ด ตึ๊ดตืววววววววววววววว ตือวึด ...

สงคราม ในความทรงจำ

posted on 26 May 2009 00:55 by go2devill  in FEATURE
เวลา 23.14 น. วันจันทร์ ที่ 25 พฤษาคม 2552

ผมลุกขึ้นมารื้อฟื้นความทรงจำหลังจากนั่งชมรายการแม่โขง สายน้ำพยศ ที่ดำเนินรายการโดยครูทางสื่อมวลชน "สุทธิชัย หยุ่น" ซึ่งคืนนี้ได้นำเรื่องราวของสงครามในกัมพูชา อย่างน้อยก็เศษเสี้ยวมาพูดคุยอีกครั้ง

แต่สาบานได้ว่าเพียงเศษเสี้ยวยังทำให้ผมหวนนึกถึงความเจ็บปวดเหล่านั้น มันทรมานไม่ได้น้อยไปกว่าเดิมเลย

ถาม ว่าคนอายุยี่สิบต้นๆ อย่างผมมันจะไปซึมซับเรื่องราวแห่งสงครามที่ทวีความรุนแรงก่อนหน้าการลืมตา ดูโลกของผมนับสิบปีได้อย่างไร ผมตอบกลับไปง่ายๆ ว่า แรงเฉื่อยแห่งสงครามมันยังมีจนวันที่ผมลืมเกิด กระทั่งจำความได้

แม่ผมเป็นนักเล่าตัวยง นิทานของแม่เป็นเรื่องราวที่กินได้ ร้องไห้ได้ และยิ้มได้

.....

พ.ศ. 2528
... มันเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุดของชีวิตช่วงหนึ่งก็ว่าได้ ผมไม่รู้ว่าความวิกฤตดังกล่าวรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่แม่บอกว่าความเป็นความตายอยู่ห่างกันแค่กำแพงดินกั้น

หลักฐานที่ สวนหลังบ้านผมยังคงอยู่กระทั่งบัดนี้ มันเป็นหลุมบังเกอร์ขนาดกว้างวายาววา ความลึกพอท่วมหัว พ่อกับแม่ลงไปอยู่ในนั้นพร้อมกับผมที่นอนอยู่ในเปล เสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาดังมาไม่ขาดระยะ

ข่าว จากปากต่อปากเล่าว่า มีกระสุนปืนใหญ่พลาดตกในหมู่บ้านข้างเคียงหลายลูก แทบทุกหลังคาบ้านต้องมีหลุมหลบภัยอยู่ในรัศมีที่สามารถละจากวงข้าว แล้วกระโจนลงหลุมได้ทันที

เขมรแดง, พล พต, เฮง สัมริน, เขียว สัมพันธ์, ฮุนเซน, สมเด็จฯ สีหนุ คือ ตัวละครที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในตอนนั้น แม้ช่วงที่พอจำความได้สงครามลดความรุนแรงบ้างแล้ว แต่เขาเหล่านั้นยังคงวนเวียนในหัวสมอง

อย่างน้อยผมรู้จักบุคคลเหล่านี้ ก่อนที่จะรู้จักนายกรัฐมนตรี นักการเืมือง หรือนักปกครองไทยหลายขวบปีทีเดียว

.....

พ.ศ.2538 เห็นจะได้

สิบ ปีให้หลังนับจากวันเกิด ผมยังคงได้ยินเสียงปืนขับกล่อมนอนอยู่เนืองๆ มันสลับกับเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า จนบางครั้งแยกไม่ออกว่าเสียงใดที่จบด้วยฝน เสียงใดที่จบด้วยเลือด

ช่วงเวลานั้นเป็นภาพความสงครามที่ติดตามากที่ สุดเห็นจะได้ เครื่องบินขับไล่บินผ่านหมู่บ้านแทบทุกวัน หลังมื้อข้าวเช้า เที่ยง เย็น เป็นต้องได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินผ่านน่านฟ้าบ้านผมเสมอ กองกำลังทหารไทยเข้ามาประจำในหมู่บ้าน ผมจำไม่ได้ว่ามาจากค่ายไหนหน่วยใด แต่รู้ว่าเป็นทหารไทย ไม่ใช่เพราะเขาพูดไทยได้ แต่เพราะชอบมาขอไก่บ้านผมไปต้มกิน ...

และทหารกองเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้วัวผมขาดวิ่งหนีไปหลายสิบกิโลเมตร เพราะขณะที่มันเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่งหน้า จู่ๆ ทหารทั้งกองก็โผล่หน้าขึ้นจากซังข้าวพร้อมกับปืนในมือ

ครั้งนั้นผมนึกโกรธทหารอยู่นิดๆ โทษฐานที่ไม่คิดจะช่วยจับวัวแม้แต่คนเดียว

ณ ศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยสงครามช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ มันห่างจากบ้านผมซึ่งเป็นเขต จ.สุรินทร์เพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร

ด้วย เพราะเดียงสายังน้อย จำนวนคนที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่แคบๆ นั้นมากเท่าไหร่จึงยากจะประมาณการ แต่ความละลานตาของตลาดนัดในอำเภอคงต้องชิดซ้ายตกขอบไปเลยเห็นจะได้

ผม เห็นคน ผมเห็นเต๊นท์จากสหประชาชาติ ผมเห็นไม้เท้า ผมเห็นเกวียน ผมเห็นร่องรอยของอาวุธที่ประทับลงไปบนร่างคน แม้เขาจะรอดมาได้ แต่ผมเห็นรอยความเจ็บปวด

ศูนย์อพยพนี้ตั้งอยู่ยืดเยื้อหลายเดือน ชาวกัมพูชาที่เข้ามาในเขตแดนไทย หากพอมีสัมบัติอะไรติดตัวจะนำมาขายในราคาต่ำกว่าทุนครึ่งต่อครึ่ง กระนั้นพี่ไทยใจดียังมีต่อรองราคา ...

วัวตัวละ 1,500 บาท ผมยังจำได้ พี่น้องเพื่อนบ้านผมไปซื้อมาไว้หลายตัว บ้างลงทุนฝ่าดงกระสุนและทหารข้ามไปซื้อถึงฝั่งกัมพูชา เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลงกว่าเดิม โดยจะไปซื้อกับชาวกัมพูชาที่อยู่ในศูนย์อพยพ ก่อนที่จะหาวิธีพาคนในนั้นนำทางกลับไปยังดินแดนสงคราม เพื่อให้ได้มาซึ่งวัวสักฝูง

นานวันเข้า ผมได้ยินข่าวว่าทหารในศูนย์อพยพปล่อยให้ชาวกัมพูชาออกมาจากศูนย์เพื่อทำงาน รับจ้างเล็กๆ น้อยในไร่นาของคนไทยได้ โดยให้คนไทยนำรถพร้อมหลักฐานต่างๆ ไปรับคนงานในศูนย์ในตอนเช้า หลังทำงานเสร็จก็ส่งกลับศูนย์ในตอนเย็น

พ่อ ผมไปรับมาหลายสิบคนเพื่อช่วยเกี่ยวข้าว จ่ายค่าแรงเป็นเงินคนละ 20 บาทต่อวัน พร้อมอาหารและยาสูบ เทียบราคาค่าแรงในขณะนั้นต่างจากคนไทยไม่ต่ำกว่าร้อย แต่มาตรฐานการทำงานต่างกันลิบลับ

20 บาททำงานไม่บ่น ไม่อู้ ไม่ขอเหล้าขาวเอาฤกษ์ เพียง 2 วันข้าวทั้งผืนก็เกี่ยวเสร็จเรียบร้อย

ระหว่าง เกี่ยวข้าวเราคุยกันถึงบ้านเมืองพี่น้องฝั่งโน้น เขาเล่าถึงความเจ็บปวดสารพัด ระเบิด กระสุนวิ่งเฉียดหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่า พี่น้องพรัดพรากไม่ทราบชะตากรรม

ผมจำชื่อเขาไม่ได้ รู้แต่เพียงว่าอยู่บ้านอยู่ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา

.....

พ.ศ.2539 พล พต ประกาศลงนามสันติภาพ
เป็นสัญญาณสิ้นสุดการเข่นฆ่าที่ยาวนานที่สุดหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

ผมได้ข่าวของเขาเหล่านั้นน้อยลง พร้อมกับเสียงปืนใหญ่ที่หายไปในราตรีอันมืดมิด

.....

พ.ศ.2549 ปิดเทอมใหญ่ในปี 3 ของชีวิตมหาวิทยาลัย ผมข้ามไปกัมพูชาอีกครั้งผ่านทางช่องสะงำ เพื่อทำข่าวสารคดีวิทยุ โดยจ้างพี่ชาวกัมพูชาขับมอเตอร์ไซค์นำทางสู่อัลลองเวง

เส้นทางเดิม นี้เมื่อ 10 ปีก่อนเคยเป็นช่องทางอพยพของพี่น้องกัมพูชาที่หอบน้ำตาและเลือดมาพึ่งพิงไทย บัดนี้กลายสภาพเป็นถนนลาดยางอย่างดี มองที่รายทางเห็นวิถีชีวิตที่งดงามอย่างที่ไม่อาจพบเห็นในบ้านเราอีกแล้ว

ผม ข้ามถึงเขตกัมพูชาอย่างเต็มตัว มองย้อนกลับไปยังเทือกเขาพนมดงรักที่กั้นชายแดน ไล่เรียงสายตาตามแนวพาโนรามาแล้วพบว่า น้ำ นา ปลา และชีวิต ยังคงมีอยู่ที่นี่ จำได้ว่าหลายสิบปีก่อนบ้านผมก็มีสภาพไม่ต่างกัน

ริม ถนนยังพบเด็กปั่นจักรยานไปโรงเรียน ชาวบ้านหาปลา หญิงเลี้ยงวัวที่มีเด็กน้อยหนีบอยู่ข้างเอว ... เราทักทายกันภาษาเขมร ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ผมคุยกับคนนำทาง พ่อ แม่ ตา ยาย และพี่น้องผม

เรา เดินทางถึงตัวอำเภออัลลองเวง ผมเลือกแวะชมเมือง เดินตลาด เพื่อดูวิถีผู้คน สินค้าที่วางขายในตลาดกัมพูชาเป็นชนิดเดียวกันกับที่มีในประเทศไทยทุกอย่าง แต่สินค้าที่เป็นจุดเด่นก็คืออาหารป่า จำพวกหวาย เห็ด ปลา เขียด อึ่ง ที่นี่มีขายให้ในราคาที่ถูกกว่าฝั่งไทยพอสมควร

อีกสถานที่หนึ่งที่คนนำทางคะยั้นคะยอให้แวะไปดูก็คือ ซ่อง

หญิง กัมพูชา 2-3 คนนั่งหน้าซ่อง มีแป้งเย็นประหน้าเชื้อเชิญอย่างรู้งาน สภาพซ่องเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวทอดยาวไปด้านหลัง มีห้องหับมิดชิดไร้หน้าต่าง ประตูแต่ละห้องหันประจันหน้ากันเรียงแถวฝั่งละ 10 ห้องเห็นจะได้

อาจเป็นเพราะเวลากลางวันผมจึงไม่พบว่ามีการตกแต่งให้มีไฟแสงสีแต่อย่างใด มากกว่านั้นด้านซ้ายของซ่องเป็นคอกวัว ด้านขวามีหมูเลี้ยงแบบชาวบ้านปล่อยขุดดินขุดทรายส่งเสียงร้องระคนกลิ่นให้ คลุ้งอยู่เนืองๆ

พี่คนนำทางบอกกับผมว่า ตอนกลางคืนผู้ชายมีตังค์ชอบมาสังสรรค์กันที่นี่ แกบอกว่าสำราญอย่าบอกใคร พร้อมกับเร่งให้ผมเข้าไปอีกแรง

ผมตอบว่าไม่เป็นไร เดี๋ยววันหลังมาใหม่จะแวะเสียให้ได้ ว่าแล้วก็ดูเวลาจะพลบค่ำในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า จึงชวนกันกลับฝั่งไทย

ถึงที่หมายผมจ่ายค่าจ้างแลกกับระยะทางร่วมร้อยกิโลเมตรเป็นเงิน 200 บาท พี่แกบอกว่าถ้าแวะมาอีกให้ไปเรียกได้ที่เดิม เห็นแกโม้ว่ามีอีกหลายที่เจ๋งกว่านี้ที่ยังไม่ได้พาไปดู

ผมรับคำก่อนลาจาก

ตลอดการเดินทางผมเห็นความสุขที่ควรจะเป็น เห็นรอยยิ้ม เราคุยแลกเปลี่ยนกันหลายต่อหลายเรื่อง เว้นเฉพาะสงครามในครั้งนั้น

.....

เวลา 0.40 น. วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2552

ผมจบการรื้อลิ้นชักความทรงจำ พบตัวเองนั่งอยู่หน้าจอคอมฯ ในเมืองหลวงของประเทศไทย

พรุ่งนี้มีงานอีกหลายอย่างรอการสะสาง ก่อนเข้านอนผมนึกถึงคำๆ นี้อีกครั้ง

"จุมเรียบซัว"


ไม่คิดว่ามัน จะนานขนาดนั้นที่เท้าดำๆ ตีตัวออกห่างจากถิ่นกำเนิด รู้สึกตัวอีกทีกลับกลายเป็นความยาวนานที่กัดกร่อน ก่อนกลายเป็นกีดกันตัวเองให้กลับไปอยู่ ณ จุดเริ่มต้นยากขึ้นไปทุกที

ทันที ที่เข็นสมองขี้เลื่อยให้ไปแฝงตัวในมหาวิทยาลัย ก้าวแรกของการไกลบ้านอย่างเต็มตัวก็เริ่มขึ้น และนั่นก็ทำให้ผมกับหมู่บ้านเป็นเสมือนคนแปลกหน้าที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะ เคยที่ไหนสักแห่ง แต่คงไม่ใช่ ...

นับย้อนวันเวลานี่ก็ร่วม 7 ปีเห็นจะได้

.....

ช่วงปีแรกในมหาวิทยาลัย

จำ ได้ถนัดตาว่า เห็นความคาดหวังบางอย่างของพ่อแม่ที่มาส่งในวันแรกของการเปิดเรียน เราสบตากันไม่นานนัก แต่ก็เห็นว่าความคาดหวังนั้นมากเพียงใด

แม่ไม่รู้ว่าผมเรียนเกี่ยวกับอะไร พ่อนี่ยิ่งแล้วใหญ่

"สื่อสารมวลชน" ผมบอกสาขาที่เลือกเรียน

แม่ถามว่าจบมาเป็นครูใช่ไหม ผมตอบว่าไม่ใช่

พ่อถามว่าจบมาทำงานทนายใช่ไหม ผมตอบว่านี่ยิ่งไม่ใช่

"งั้นเรียนจบมาค่อยสอบเป็นปลัด อบต. จะได้กลับไปอยู่บ้าน" พ่อว่าอย่างนั้น

"หรือไม่ก็ไปทำงานทนายเหมือนน้า" แม่ว่าอย่างนี้

"เอ่อ ... ไม่ได้ไกล้เคียงเล๊ยยยย ..." จะว่าอะไรได้มากกว่านั้น แม่จบ ป.4 พ่อไม่ได้เรียนแม้แต่ชั้นเดียวในโรงเรียน กระนั้นก็ยังได้ ดลค.มหาบัณฑิต (ย่อมาจากเด็กเลี้ยงควายมหาบัณฑิต) มาประดับความรู้บ้าง

ก็ขนาดลูกชายเรียนอะไรยังไม่รู้จัก ผมจึงไม่ค่อยแปลกใจที่ใครๆ ในหมู่บ้านต่างเข้าใจสิ่งที่มาเรียนเหมือนๆ กันนั่นคือ "เรียนครู"

.....

แม่ทิ้งเงินไว้ให้ 4,000 บาทถ้วนสำหรับการเรียนมหาวิทยาลัย 1 เทอมเต็มๆ

ระหว่างที่รอเงินกู้ยืมอนุมัติ ผมกับเงิน 4,000 ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสนิทสนม

ผ่านไป 1 เดือนแรกเงินก้อนนั้นหายไปจากบัญชีธนาคารราว 500 บาทเห็นจะได้ ผมนั่งถามตัวเองว่า ถ้าเกิดเงิน กยศ. มันไม่กระดิกชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรหนอ

ผ่านเดือนที่สอง ยอดเงินเหลืออยู่สามพันเศษๆ ผมยังคงเฝ้ารอข่าวเงิน กยศ. ขณะที่รอคอยข้าวสารที่พ่อยัดใส่กระสอบปุ๋ยมาให้เริ่มพร่อง

เอาหล่ะหว่า ...

คราวนี้อาหารการกินนอกจากจะกินให้น้อยมื้อแล้ว ยังต้องกินให้น้อยอย่างมากขึ้น ข่าวไข่เจียวถูกบรรจุในเมนูอาหารอยู่เนืองๆ หลังจากนั้นกลายเป็นไข่ต้ม และหลังจากนั้นกลายเป็นไข่ต้ม 1 ใบต่อข้าว 2 มื้อ เที่ยงและก่อนนอน

และท้ายที่สุด เมนูยอดฮิตของชีวิตคือ ข้าวต้มเกลือ สลับกับน้ำพริกปลาร้าจิ้มด้วยผักจากทุ่งนาข้างมหาวิทยาลัย

.....

ผมผ่านเทอมแรกอย่างทุลักทุเล

การพักอยู่ในมหาวิทยาลัยช่วยผมเซฟค่าใช้จ่ายได้มากโข อีกทั้งการมีทุ่งนาอยู่ข้างๆ ก็ทำให้ผมคอนโทรลชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกเป็นกอง

ถ้าไม่อยู่ในห้องเรียน ห้องพัก ห้องสมุด ผมจะไปนอนเอาตำราคลุมหน้าในเถียงนาข้างมหาวิทยาลัย ปล่อยให้ลมพัดพากลิ่นยอดข้าว เสียงนก เสียงเขียด ขับกล่อมให้หลับฝันดี

.....

ชีวิตในมหาวิทยาลัยสอนอะไรหลายอย่าง แต่สิ่งที่ผมเลือกเรียนกลับไม่ใช่สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนมากนัก

เพื่อนฝูงหลายคนอาจเห็นผมขมักเขม้นในห้องเรียน เมื่อขวบปีแรกในรั้วมหาวิทยาลัย แต่อีก 3 ปีให้หลัง คนคุ้นหน้าเหล่านั้นจะสามารถเจอผมในเพิงหมาแหงนในหมู่บ้าน ไอ้หนุ่มมหาวิทยาลัยเมาเหล้าขาวน้ำลายย้อยกับหนุ่มไทบ้าน

บางครั้งหากพอมีตังค์เหลือ มันจะถูกผ่องถ่ายเพื่อเปลี่ยนเศษเหรียญเป็นไก่บ้านขนาดย่อม แต่หากชีวิตติดลบเมื่อไร ไก่ผู้ใหญ่บ้านที่หายไปก็ไม่ใช่ฝีมือใครหรอก

บางครั้งเมาจัด อาการเรื้อนก็เริ่มขึ้น ขโมยไก่นั่นมันก็ธรรมดาๆ แต่ขโมยปลาในเวลาเที่ยงคืน ในอาการที่เมาปลิ้น วินเวียน เขาและเพื่อนต่างสถาบันมักหิ้วแหไปลากปลาช่อนในทุ่งนาท้ายหมู่บ้านมาเป็นกลับแกล้มเสมอ

ผมเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนต่างสถาบันของผมเรียนหน้ามหาวิทยาลัย

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหากจะมีเรื่องอะไรให้ขัดเคืองก็คงจะเป็นประเด็นที่ว่า "พรุ่งนี้จะเอาอะไรแดก..."

.....

เอาให้ง่ายที่ สุดสำหรับการหาเงินใช้ก็คือ การขอทุนการศึกษา แต่แม้เจ้าโว๊ยลำพังเพียงราคาความรู้ก็กระท่อนกระแท่น ไหนจะได้ยินข่าวมาว่าสาวเภสัชฯ สาวพยาบาล เขาจับจองทุนกันหมดแล้ว จะเอาอะไรไปสู้เขา

การขอทุนก็ถูกล้มเลิก

ผมเปลี่ยนจาก การขอทุนไปเป็นการส่งประกวด ณ ขณะนั้นหากมีเวทีใดที่เปิดโอกาสให้ส่งผลงานด้านการเขียนผมจะรีบสร้างสรรค์งานเพื่อส่งให้จงได้

แล้วรางวัลชิ้นแรกในมหาวิทยาลัยก็สัมฤทธิ์ผล

ผมเอาเวลาในคาบเรียนทั้งวันเพื่อทำหูทวนลมในสิ่งที่ครูบาอาจารย์สอน แล้วนั่งเขียนนิทานสำหรับเด็กส่งเข้าประกวดในโครงการที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้น "นิทานทำมือ" คือชื่อที่จำได้ลางๆ

จากลายมือที่ถูกขีดเขี่ยในกระดาษชีต A4 ที่ถูกแจกในคาบเรียน มาเป็นไฟล์งานที่ผ่านการจิ้มด้วยความเร็ว 80 ตีนถีบ แล้วบันทึกลงแผ่นฟลอปปี้ดิสก์

ขณะที่เหลือเวลาอีก 1 ชั่วโมงจะหมดเขตส่ง ผมตัดสินใจลงทุนครั้งสำคัญในชีวิตด้วยการปริ๊นท์งานนิทาน 30 หน้า ใช้เงินไปราวๆ 150 บาทเห็นจะได้

การเดิมพันครั้งนี้สูงนัก แต่มันไม่ค่อยมีทางเลือกสักเท่าไหร่ในขณะนั้น

.....

ผมนั่งรอผลประกาศอย่างใจจดใจจ่อ

หนึ่งเดือนให้หลังปรากฎชื่อของผมแปะหราอยู่บนบอร์ดหน้าตึกคณะฯ

"ประเภทเนื้อเรื่อง รางวัลชมเชย เงินรางวัล 1,000 บาท ผลงานเรื่อง "ด.เด็กหัดเดิน" โดยนายโกวิท โพธิสาร"

อืม ... ต่อชีวิตได้อีกเฮือก

ผมเริ่มเห็น แสงสว่างในการหาเงินใช้ กระนั้น ชีวิตช่วงที่ว่าก็คล้ายจะเป็นด้านมืดของการใช้เงินเช่นกัน แม้มันไม่มากไม่มายกับการนำเงินน้อยนิดแลกกับสุราขาวสักครึ่งขวด แต่ก็ไม่ใช่รูปแบบชีวิตที่วาดหวังไว้สักเท่าใดนัก

.....



ปล.เรื่องเล่าเพิ่งเริ่มต้น เรื่องเหล้าก็เช่นกัน



ม.ให้อะไรเรา - คัมภีร์

Recommend