สาย ลมยามเช้าตรู่พัดนำความเย็นกระทบผิวกาย ชวนให้รู้สึกสะท้านไปถึงยอดอก เสียงไก่ขันดังขึ้นแต่ไม่ทันคนตื่น ซึ่งก็ไม่แปลกเท่าไหร่สำหรับชีวิตของคนบ้านนอกที่ทุกวันต้องตื่นแต่เช้า มืดเพื่อเตรียมตัวออกไปทำไร่ไถนา

ที่หลังบ้านแม่กำลังง่วนอยู่กับการทำจัดเตรียมอาหารควันไฟจากฟืนที่ใช้ ประกอบอาหารคลุ้งไปทั้งบ้านทำให้ทุกคนในบ้านรวมทั้งน้องสาวตัวเล็กของผม ต้องตื่นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทุกวันแม่จะตำน้ำพริกพร้อมกับลวกผัก เตรียมไว้ให้ทุกคนออกไปทำนากัน แต่วันนี้แม่กำลังผัดหมูใส่ผักข้างรั้วให้ผมอยู่ แม่รู้ว่าผมชอบอาหารชิ้นนี้มากกว่าใครในบ้านแต่ก็ไม่บ่อยครั้งนักที่แม่จะ ลุกขึ้นมาทำเอง เพราะทุกครั้งจะเป็นผมที่ต้องลุกขึ้นมาเองหากคิดอยากจะกินจริงๆ

แต่วันนี้ตัวผมกำลังสาละวนอยู่กับการสำรวจกระเป๋าและสัมภาระเพื่อเตรียมตัว ออกเดินทาง เพียงชั่วครู่เดียวแม่ก็เรียกทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากินข้าว อาหารวันนี้น่ากินกว่าทุกวันทั้งนั้น แต่ดูท่าทางทุกคนคงจะไม่รับรู้รสชาติของอาหารเหล่านี้แต่อย่างใด

..........

วันนี้แล้วสินะที่ผมต้องออกเดินทางจากบ้านที่มหาวิทยาลัย มันเป็นการเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปอยู่ที่อื่นครั้งแรกของผม ผมไม่เคยไปอยู่หรือไปทำงานที่ไหนเลยตั้งแต่เกิดมา วันนี้ทุกคนจึงรู้สึกแปลกไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจกับการขาดผมไปซึ่งถือ ว่าเป็นกำลังหลักของครอบครัวในการทำไร่ทำนา แต่แม่กับพ่อเคยพูดอยู่เสมอว่า “พ่อกับแม่ไม่รู้หนังสือแต่พ่อกับแม่มีความสามารถพอที่จะทำให้ลูกทั้งหมดมี รู้หนังสือได้”

กินข้าวเสร็จแล้วพ่อแบกลังและถุงข้าวสารไปส่งผมที่ท่ารถหน้าปากซอย แม่ช่วยถือกระเป๋า ส่วนน้องสาวของผมตอนนี้กำลังขี่คอผมอยู่และก็ไม่ลืมอ้อนให้ผมซื้อขนมมาฝาก เหมือนที่พี่คนอื่นๆ กลับมาจากทำงานในกรุงเทพฯ แม้นผมจะบอกอยู่เสมอว่าพี่ไม่ได้ไปทำงานแต่ก็ขัดใจอย่างเสียมิได้ จึงต้องรับคำไปพร้อมกับสายตาที่มองน้องสาวอย่างอาลัยอาวรณ์

ชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาร้องทักขึ้นพร้อมกับอวยพรให้ผมประสบความสำเร็จ ในการเรียน แทบทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่าผมจะต้องไปเรียนในวันนี้ นั่นเป็นเพราะว่าผมแทบจะเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่มีโอกาสได้ร่ำเรียนใน มหาวิทยาลัย

รถประจำทางมาจอดที่ท่ารถตามหน้าที่ของมัน ผมก้าวขึ้นรถพร้อมกับบอกลาทุกคนในครอบครัว แม่เอามือที่หยาบกร้านเพราะกรำงานหนักมาลูบที่หัวของผมเบาๆ พร้อมกับอวยพรให้ผมโชคดี แต่ความรู้สึกในตอนนั้นรู้สึกว่ามือของแม่แม้นจะหยาบกร้านแต่ก็ให้ความอบอุ่นอยู่ไม่รู้คลาย พ่อไม่พูดอะไรเพียงแต่ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยที่เห็นลูกชายคนนี้โผซบอกแม่ แต่ผมสามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งที่พ่อให้ผมติดตัวมา คือ ความอดทน ความใจเย็น ที่ผมจะไม่มีวันลืมอย่างเด็ดขาด

“ผมต้องไปแล้ว” นั่นคือคำสุดท้ายที่กล่าวก่อนจากมา

..........

บนรถประจำทางสายลมพัดลอดกระจกเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมของต้นข้าวในนาที่ปัก ดำเสร็จใหม่ๆ บ้างกำลังแตกกอเขียวขจี แม้นอากาศที่พัดเข้ามาจะหนาวเอาการแต่ผมก็ยังต้องการสูดกลิ่นท้องนานี้ต่อ ไปให้เต็มปอดเป็นครั้งสุดท้ายจึงไม่ยอมปิดกระจกนั้นแต่อย่างใด ผมมองผ่านกระจกออกไปพร้อมกับยังคิดถึงท้องนาที่ยังปักดำไม่เสร็จ คิดถึงพ่อแม่วัยแก่ชราที่ต้องทำงานตากแดดตากลมหาลังขดหลังแข็ง แม้นจะไม่เคยได้กำไรจากการทำนาแต่แกก็ไม่เคยคิดจะเลิกทำ แกบอกว่ามันเป็นหน้าที่ของชาวนา คำนี้ทำให้ผมอึ้งอยู่ในสมองเสมอยามที่คิดถึงมัน พร้อมกับคิดอยู่ในใจอยู่เช่นกันว่าแล้วลูกชาวนาเล่าทำไมไม่ทำนา จะมัวเสพสุขอะไรมากมายในเมืองใหญ่ จะแบกความรู้ไว้มากมายทำไม ทั้งๆที่จริงๆแล้วผมก็มีความสุขอยู่กับผืนนาของผม

หน้าฝนเข้ามาอีกแล้ว ต้นข้าวรอบรั้วมหาวิทยาลัยเริ่มถูกฝังลงไปบนผืนดิน ผมนั่งอยู่มุมหนึ่งของมหาวิทยาลัย มองดูรุ่นน้องที่กำลังเข้ามา มองดูตัวเองในอดีตที่กำลังจากบ้านมา พวกเขากำลังคึกคะนองมีแรงกระตุ้นและแรงผลักดันที่ทำให้เข่าต้องมาอยู่ในที่ แห่งนี้ แววตาที่สดใส รอยยิ้มและเสียงหัวเราะกับเพื่อนใหม่ทำให้เขาลืมอะไรบางอย่างที่รออยู่ข้าง หลังที่พึ่งจากมา แต่เชื่อเหลือเกินว่ามันเพียงแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้นมันเหมือนกระจกเงา สะท้อนมารสู่ตัวผมเองที่เมื่อก่อนก็ไม่แตกต่างกัน แต่กาลเวลากลั่นกรองหลายสิ่งหลายอย่างที่เปราะบางอ่อนแอให้หลุดออกไป รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเริ่มลดลงไปแต่สิ่งที่เข้ามาตอนนี้คือ ความคาดหวัง

..........

ผมเริ่มนั่งคิดทบทวนตัวเองว่าหนึ่งรอบปีที่ผ่านมาได้อะไรมาบ้าง ในขณะที่ความคาดหวังของคนในครอบครัวเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ผมนำความคาดหวังเหล่านั้นไปแลกอะไรมาได้บ้างจากมหาวิทยาลัย มือที่เคยหยาบกร้านพร้อมสู้งานอยู่เสมอกลายเป็นมือที่นุ่มนิ่มอ่อนแอ มหาวิทยาลัยบอกให้ผมทำงานด้วยปลายนิ้วอยู่ในห้องแอร์แทนที่จะเป็นผืนนาอย่างที่ผมถนัด

บ่อยครั้งที่ผมนำความรู้สึกเหล่านี้ไปคุยกับแม่ แล้วก็ได้รับคำตอบมาว่าผมไม่เหมาะกับงานทำไร่ไถนาอีกแล้ว ไม่ใช่เพราะผมไม่มีความสามารถหรือว่าความอดทน แต่ผมมีความรู้มากเกินไปที่จะทำงานประเภทนี้ ผมได้แต่นั่งฟังโดยไม่โต้ตอบ ผมก้าวถลำมานานโขแล้ว นานเสียจนไม่อาจถอนตัวแล้วเดินกลับไปด้วยมือเปล่าได้

ต่อจากนี้ผมจึงต้องทำในสิ่งที่ฝืนใจตัวเองนี้ให้ดีที่สุด ทำเพื่อใครคนหนึ่งและอีกหลายคนที่รอฟังข่าวว่าสักวันจะมีบัณฑิตมาเชิดหน้า ชูตา เขาคงต้องการเพียงเช่นนั้นจริงๆ ผมภาวนาให้เป็นเช่นนั้น เพราะไม่อยากให้ใครมาคาดหวังในตัวผมไปมากกว่านี้

ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มพร้อมกับส่งเสียงเอะอะโวยวาย ไม่นานนักสายฝนก็โปรยเม็ดลงมาให้คนบนพื้นล่างได้ชุ่มฉ่ำในหัวใจ หน้าฝนปีนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

..........

ฉากต่างๆ เริ่มกลับมาอีกครั้ง

ใครบางคนหายไป

ใครบางคนจากมา

ใครบางคนต้องอยู่เพียงลำพัง

เรื่องเล่าเหล่านี้ผ่านมานานแล้ว แต่ผมยังคิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมา

เพียงเพราะอยากจะรู้คำตอบที่ว่า

ถ้าหากผมเลือกที่จะไม่จากมา ใครบางคนที่ว่า ... จะหายไปหรือเปล่า

..........

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ช้านอ่านแล้วนะ

#1 By แอ๋วบ่าย (125.26.182.107) on 2008-06-23 12:02

Recommend