ยาสมุนไพร ยาสมุนใจ ยาสมุนใคร ??
posted on 26 Jun 2008 14:18 by go2devill in Feature
1.
ตอนเป็นเด็ก ผมได้มักได้รับโอกาสจากพระเจ้าให้สามารถเป็นไข้ได้บ่อยๆ เพราะพระองค์ได้ประทานหมอเทวดามาด้วย 2 คนก่อนหน้านี้แล้ว
คนนึงหัวล้าน ผมหงอก ฟันดำเพราะเคี้ยวหมาก ชอบตัดใบตองกล้วยมาตากแห้งสำหรับพันกับยาสูบที่ปลูกอยู่สวนหลังบ้านแล้วนั่งดูดนั่งพันทั้งวัน ส่วนกลางคืนก็เอาเวลาและแสงสว่างที่พอมีบ้างเข้าดงกล้วย เพื่อไปเล่นไฮโล
คนๆ นี้ถูกผมเรียกว่า อาวจ๊ะ (แปลว่า คุณตา)
อีกคนหัวก็ดำ ผิวก็ดำ ฟันก็ดำ หัวนมก็ยังดำอีก (เฮ้อ ... บอกให้ใช้โลชั่นสปริงซองก็ไม่เชื่อ) วันๆ แกไม่ทำอะไรนอกจากบ่น ทำงาน และหอบขันหมากเดินไปหาเพื่อนบ้านสุมหัว แล้วจัดการ "อัพหมาก" (อารมณ์เดียวกันกับวัยรุ่นอัพยา) เสร็จสรรพก็กลับมาบ่นๆๆๆ แล้วก็บ่น
คนๆ นี้ผมเรียกว่า แม (แปลว่า แม่)
สองคนนี้เป็นพ่อลูกกัน ดังนั้นพฤติกรรมต่างๆ จึงออกจะคล้ายกัน ทีแรกผมนึกว่าเป็นการโคลนนิ่ง แต่ไม่ใช่ เพราะโคลนนิ่งน่าจะมาเฉพาะด้านสภาพร่างกายเท่านั้น อีกทั้งเทคโนโลยีสมัย 2499 เต็มที่ก็แค่สามารถตอนหำหมา ผ่าหำแมวเท่านั้น แต่นี่จิตใจยังเหมือนกันอีก
ผมจึงคิดแบบหัวไอทีหน่อย แน่นอน นี่เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมก๊อปปี้ เพส (Copy Paste Culture)
ไม่รู้ต้องขอบคุณหรือแช่งด่ากันแน่กับวัฒนธรรมแบบนี้ เพราะถึงแม้จะมีด้านร้ายบริสุทธิ์เหมือนกันเด๊ะๆ อยู่บ้าง แต่ด้านดีโดยเฉพาะความสามารถระดับหมอเทวดาเรียกป้าเนี่ย เห็นแล้วก็ให้ความอบอุ่นใจยามเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นเยอะ
....
2.
พูดถึงอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเนี่ย อย่างที่บอกว่าผมต้องอยู่กับมันบ่อยมาก โดยเฉพาะหวัด มันสามารถมาเยือนได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะร้อน หนาว ฝน คนอย่างผมก็พร้อมจะเป็นๆ หายๆ ได้ตลอดเวลา ส่วนโรคอื่นๆ ก็ตามเทศกาลระบาด หนักบ้าง เบาบ้าง สลับกันไป
ทุกๆ ครั้งที่ป่วย แม่จะมีห่อผ้ามัดไว้ที่หิ้งพระห่อนึง คลี่ออกมาจะเห็นท่อนไม้แห้งๆ หลากหลายรูปแบบกองกันอยู่ พร้อมกับหินที่ถูกถูจนร่องกลางลึกลงไป 1 องคุลีเห็นจะได้
แม่จะเอาหินมาวางบนขันน้ำอะลูมิเนียม แล้วเลือกเอาท่อนไม้แห้งๆ ประหลาดๆ มาจุ่มน้ำแล้วฝนกับหินจนน้ำใสๆ กลายเป็นสีขุ่น ผมฝืนลืมตาต่อสู้กับความเพลียเพราะฤทธิ์ไข้มาดูเป็นระยะๆ พลางคิดในใจว่ารอดตายแล้ว
พลันที่น้ำขุ่นๆ เหล่านั้นถูกลำเลียงลงคอสู่กระเพาะ ก่อนทยอยซึมผ่านกระแสเลือด อาการตัวร้อน เพลีย ร้อนใน ก็หายพลันเหมือนสั่งได้ ด้วยเหตุนี้อาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผมและคนในครอบครัวจะถูกผูกไว้กับผู้เป็นแม่ทุกครั้งไป
แน่นอนว่าห่อผ้าห่อนั้นด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเจ็บป่วยอย่างไร พลันที่ห่อผ้าถูกคลี่ออก แม่จะเลือกหยิบเอากองไม้แห้งๆ เหล่านั้นมาใช้ฝนกับหินตามลักษณะอาการของโรค บางครั้งอาการหนักหน่อย ไม้ในห่อผ้าเหล่านั้นอาจไม่เพียงพอ แม่จะถือเสียมไปหลังบ้านเพื่อขุดๆ สับๆ ไม้ เถา หัว ราก ของต้นอะไรต่อมิอะไรมาวางเรียงรายแล้วผสมเป็นยาเทวดาที่สามารถเสกหมาให้กลายเป็นเสือได้ทันที
.....
3.
ความสามารถระดับอ๋องของแม่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมก๊อปปี้ เพส นั่นเองที่ทำให้แม่สามารถรับวิชาขั้นเทพจากตาได้แบบทุกกระเบียดนิ้ว
แม่ชอบเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนมีโรคระบาดหนักกว่านี้เยอะ ทั้งไข้ทรพิษ ฝีดาด มาลาเรีย ฯลฯ ถ้าหมู่บ้านไหนได้ประสบพบเจอก็เตรียมเผาทิ้งทั้งหมู่บ้านได้เลย แต่ตาก็สามารถเลี้ยงลูกทั้ง 10 คน มาจนโตและแก่หงักจนถึงบัดนี้ ลำพังแค่ป้อนข้าวคงไม่พอ ถ้าไม่ได้ยาดีจากตาคงมีสักคนที่ต้อง Say Goodbye ไปก่อนแน่
ด้วยความที่แม่เป็นลูกสาวคนโตจึงต้องรับหน้าที่ดูแลน้องๆ ทั้ง 9 แบ่งเบาภาระตาเช่นกัน เพราะฉะนั้นวิทยาการด้านแพทย์สมุนไพรไสยศาสตร์ใดๆ ที่ตามี แม่ผมก็ต้องมี ไม่งั้นลำพังตาคนเดียวดูจะหนักหนาเกินไปกับการไล่เลี้ยงดูลูกๆ ที่ขยันออกหัวปีท้ายปีเกือบโหล
.....
4.
รูปแบบยาที่ตาและแม่มีนั้นมีอยู่หลายแขนง ยารักษาร่างกายหาได้ตามป่าบุ่งป่าทาม ป่าหัวไร่ปลายนา และป่าเขา ทั้งรากไม้ เปลือกไม้ ลำต้นไม้ ใบไม้ เถาวัลย์ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว ฯลฯ เหล่านี้ใช้รักษาโรคได้แทบจะทั้งป่า
แต่สำหรับการรักษาทางใจ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไข้ด้วยการร่ายคาถาไสยศาสตร์
เมื่อก่อนดินแดนแถวศรีสะเกษตอนล่างที่ติดกับสุรินทร์ว่ากันว่าผีป่า ผีบ้าน ผีเรือน ผีปอบ กระสือ กระหัง พรายน้ำ ผีโพง ผีตายโหงนั้นเฮี้ยนหนักจนคนใจไม่แข็งพอต้องพลอยบ้าพลอยเพี้ยนไปเลย รูปแบบของไสยศาสตร์มนต์ดำมีการทำร้ายกันและกันโดยตลอด
ตาผม แม่ผม พ่อผม ต้นตระกูลของผมเกิดและตายในแถบนั้น เพราะฉะนั้นไอ้การจะหลบหลีกลี้หายไปจากความน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้มีค่าเท่ากับศูนย์
เพื่อป้องกันผีร้าย ไสยศาสตร์มนต์ดำจากผู้ไม่ประสงค์ดี ตาจึงต้องเป่ากระหม่อมพร้อมกับร่ายคาถาให้ลูกๆ หลานๆ ทุกคนทันทีหลังจากที่หมอตำแยตัดสายสะดือเสร็จ
ลูกๆ หลานๆ ทุกคนจึงโตมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่า กูมีของดี และกูไม่กลัวผีกลัวพราย ไม่กลัวใครหน้าไหนจะมาทำร้ายไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม
ส่วนนี้ผมเข้าใจว่าเป็นการป้องกัน และรักษาโรคทางใจ ไม่ให้อ่อนไหวกับความกลัวต่างๆ นานา เมื่อใจแข็งแรง กายก็เข้มแข็งตามไปด้วย
.....
5.
นั่นเป็นวิธีการรักษาโรคต่างๆ ในสมัยก่อน ตอนนี้ตาผม 80 กว่าๆ แม่ผมก็ย่างเข้าวัย 60 ทั้งสองคนผ่านและย่างเข้าวัยเกษียณ แต่ไม่ยักกะนอนรอรับนับเงินบำนาญ แต่ยังคงหักร้างถางพงทำไร่ทำนาอยู่เหมือนเดิม ตาไม่เคยนอนโรงพยาบาลเลยตั้งแต่จำความได้ แม่เพิ่งกลับจากโรงหมอเพราะดันเอามีดอีโต้สับหัวแม่มือตัวเองแทนที่จะเป็นด้นฟืน ซึ่งนั่นก็เป็นการพึ่งพาโรงพยาบาลแบบเกรงใจหมอที่สุดแล้ว
.....
6.
หันมองดูเราเองสักนิด เจ็บป่วยต้องวิ่งแจ้นเอาบัตรทองไปยื่นหมอ เอาเงิน 30 บาทไปแลกกับยาพาราฯ แล้วก็กลับมาเลี้ยงไข้จนใกล้ตาย (โรคร้ายเกินเยียวยาไม่ว่ากัน)
เราทำลายยารักษาโรคกายชั้นดีด้วยการเปลี่ยนผืนนาเป็นป่าอ้อย เปลี่ยนป่าหัวไร่ปลายนาเป็นสวนยางฯ เปลี่ยนป่าบุ่งป่าทามเป็นต้นกระดาษดับเบิ้ลเอ
เราทำลายยารักษาใจที่เป็นคาถาอาคมไสยศาสตร์ป้องกันตัว ด้วยการเอาคาถาเหล่านั้นไปช่วยคนคดโกง ดูหมิ่น เหยียดหยาม ปองร้าย สาป แช่ง ลบหลู่ ทำลายบุคคลอื่น รวมถึงทำลายโบราณสถาน
สังเกตไหม ... เราฆ่าตัวตายกันมากขึ้น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
และนั่นก็เกิดจากความล้มเหลวด้านจิตใจ
.....
7.
สาธุ สาธุ สาธุ โอมมมมมมมม .... เพี้ยง ฯลฯ
ตอนเป็นเด็ก ผมได้มักได้รับโอกาสจากพระเจ้าให้สามารถเป็นไข้ได้บ่อยๆ เพราะพระองค์ได้ประทานหมอเทวดามาด้วย 2 คนก่อนหน้านี้แล้ว
คนนึงหัวล้าน ผมหงอก ฟันดำเพราะเคี้ยวหมาก ชอบตัดใบตองกล้วยมาตากแห้งสำหรับพันกับยาสูบที่ปลูกอยู่สวนหลังบ้านแล้วนั่งดูดนั่งพันทั้งวัน ส่วนกลางคืนก็เอาเวลาและแสงสว่างที่พอมีบ้างเข้าดงกล้วย เพื่อไปเล่นไฮโล
คนๆ นี้ถูกผมเรียกว่า อาวจ๊ะ (แปลว่า คุณตา)
อีกคนหัวก็ดำ ผิวก็ดำ ฟันก็ดำ หัวนมก็ยังดำอีก (เฮ้อ ... บอกให้ใช้โลชั่นสปริงซองก็ไม่เชื่อ) วันๆ แกไม่ทำอะไรนอกจากบ่น ทำงาน และหอบขันหมากเดินไปหาเพื่อนบ้านสุมหัว แล้วจัดการ "อัพหมาก" (อารมณ์เดียวกันกับวัยรุ่นอัพยา) เสร็จสรรพก็กลับมาบ่นๆๆๆ แล้วก็บ่น
คนๆ นี้ผมเรียกว่า แม (แปลว่า แม่)
สองคนนี้เป็นพ่อลูกกัน ดังนั้นพฤติกรรมต่างๆ จึงออกจะคล้ายกัน ทีแรกผมนึกว่าเป็นการโคลนนิ่ง แต่ไม่ใช่ เพราะโคลนนิ่งน่าจะมาเฉพาะด้านสภาพร่างกายเท่านั้น อีกทั้งเทคโนโลยีสมัย 2499 เต็มที่ก็แค่สามารถตอนหำหมา ผ่าหำแมวเท่านั้น แต่นี่จิตใจยังเหมือนกันอีก
ผมจึงคิดแบบหัวไอทีหน่อย แน่นอน นี่เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมก๊อปปี้ เพส (Copy Paste Culture)
ไม่รู้ต้องขอบคุณหรือแช่งด่ากันแน่กับวัฒนธรรมแบบนี้ เพราะถึงแม้จะมีด้านร้ายบริสุทธิ์เหมือนกันเด๊ะๆ อยู่บ้าง แต่ด้านดีโดยเฉพาะความสามารถระดับหมอเทวดาเรียกป้าเนี่ย เห็นแล้วก็ให้ความอบอุ่นใจยามเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นเยอะ
....
2.
พูดถึงอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเนี่ย อย่างที่บอกว่าผมต้องอยู่กับมันบ่อยมาก โดยเฉพาะหวัด มันสามารถมาเยือนได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะร้อน หนาว ฝน คนอย่างผมก็พร้อมจะเป็นๆ หายๆ ได้ตลอดเวลา ส่วนโรคอื่นๆ ก็ตามเทศกาลระบาด หนักบ้าง เบาบ้าง สลับกันไป
ทุกๆ ครั้งที่ป่วย แม่จะมีห่อผ้ามัดไว้ที่หิ้งพระห่อนึง คลี่ออกมาจะเห็นท่อนไม้แห้งๆ หลากหลายรูปแบบกองกันอยู่ พร้อมกับหินที่ถูกถูจนร่องกลางลึกลงไป 1 องคุลีเห็นจะได้
แม่จะเอาหินมาวางบนขันน้ำอะลูมิเนียม แล้วเลือกเอาท่อนไม้แห้งๆ ประหลาดๆ มาจุ่มน้ำแล้วฝนกับหินจนน้ำใสๆ กลายเป็นสีขุ่น ผมฝืนลืมตาต่อสู้กับความเพลียเพราะฤทธิ์ไข้มาดูเป็นระยะๆ พลางคิดในใจว่ารอดตายแล้ว
พลันที่น้ำขุ่นๆ เหล่านั้นถูกลำเลียงลงคอสู่กระเพาะ ก่อนทยอยซึมผ่านกระแสเลือด อาการตัวร้อน เพลีย ร้อนใน ก็หายพลันเหมือนสั่งได้ ด้วยเหตุนี้อาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผมและคนในครอบครัวจะถูกผูกไว้กับผู้เป็นแม่ทุกครั้งไป
แน่นอนว่าห่อผ้าห่อนั้นด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเจ็บป่วยอย่างไร พลันที่ห่อผ้าถูกคลี่ออก แม่จะเลือกหยิบเอากองไม้แห้งๆ เหล่านั้นมาใช้ฝนกับหินตามลักษณะอาการของโรค บางครั้งอาการหนักหน่อย ไม้ในห่อผ้าเหล่านั้นอาจไม่เพียงพอ แม่จะถือเสียมไปหลังบ้านเพื่อขุดๆ สับๆ ไม้ เถา หัว ราก ของต้นอะไรต่อมิอะไรมาวางเรียงรายแล้วผสมเป็นยาเทวดาที่สามารถเสกหมาให้กลายเป็นเสือได้ทันที
.....
3.
ความสามารถระดับอ๋องของแม่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมก๊อปปี้ เพส นั่นเองที่ทำให้แม่สามารถรับวิชาขั้นเทพจากตาได้แบบทุกกระเบียดนิ้ว
แม่ชอบเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนมีโรคระบาดหนักกว่านี้เยอะ ทั้งไข้ทรพิษ ฝีดาด มาลาเรีย ฯลฯ ถ้าหมู่บ้านไหนได้ประสบพบเจอก็เตรียมเผาทิ้งทั้งหมู่บ้านได้เลย แต่ตาก็สามารถเลี้ยงลูกทั้ง 10 คน มาจนโตและแก่หงักจนถึงบัดนี้ ลำพังแค่ป้อนข้าวคงไม่พอ ถ้าไม่ได้ยาดีจากตาคงมีสักคนที่ต้อง Say Goodbye ไปก่อนแน่
ด้วยความที่แม่เป็นลูกสาวคนโตจึงต้องรับหน้าที่ดูแลน้องๆ ทั้ง 9 แบ่งเบาภาระตาเช่นกัน เพราะฉะนั้นวิทยาการด้านแพทย์สมุนไพรไสยศาสตร์ใดๆ ที่ตามี แม่ผมก็ต้องมี ไม่งั้นลำพังตาคนเดียวดูจะหนักหนาเกินไปกับการไล่เลี้ยงดูลูกๆ ที่ขยันออกหัวปีท้ายปีเกือบโหล
.....
4.
รูปแบบยาที่ตาและแม่มีนั้นมีอยู่หลายแขนง ยารักษาร่างกายหาได้ตามป่าบุ่งป่าทาม ป่าหัวไร่ปลายนา และป่าเขา ทั้งรากไม้ เปลือกไม้ ลำต้นไม้ ใบไม้ เถาวัลย์ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว ฯลฯ เหล่านี้ใช้รักษาโรคได้แทบจะทั้งป่า
แต่สำหรับการรักษาทางใจ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไข้ด้วยการร่ายคาถาไสยศาสตร์
เมื่อก่อนดินแดนแถวศรีสะเกษตอนล่างที่ติดกับสุรินทร์ว่ากันว่าผีป่า ผีบ้าน ผีเรือน ผีปอบ กระสือ กระหัง พรายน้ำ ผีโพง ผีตายโหงนั้นเฮี้ยนหนักจนคนใจไม่แข็งพอต้องพลอยบ้าพลอยเพี้ยนไปเลย รูปแบบของไสยศาสตร์มนต์ดำมีการทำร้ายกันและกันโดยตลอด
ตาผม แม่ผม พ่อผม ต้นตระกูลของผมเกิดและตายในแถบนั้น เพราะฉะนั้นไอ้การจะหลบหลีกลี้หายไปจากความน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้มีค่าเท่ากับศูนย์
เพื่อป้องกันผีร้าย ไสยศาสตร์มนต์ดำจากผู้ไม่ประสงค์ดี ตาจึงต้องเป่ากระหม่อมพร้อมกับร่ายคาถาให้ลูกๆ หลานๆ ทุกคนทันทีหลังจากที่หมอตำแยตัดสายสะดือเสร็จ
ลูกๆ หลานๆ ทุกคนจึงโตมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่า กูมีของดี และกูไม่กลัวผีกลัวพราย ไม่กลัวใครหน้าไหนจะมาทำร้ายไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม
ส่วนนี้ผมเข้าใจว่าเป็นการป้องกัน และรักษาโรคทางใจ ไม่ให้อ่อนไหวกับความกลัวต่างๆ นานา เมื่อใจแข็งแรง กายก็เข้มแข็งตามไปด้วย
.....
5.
นั่นเป็นวิธีการรักษาโรคต่างๆ ในสมัยก่อน ตอนนี้ตาผม 80 กว่าๆ แม่ผมก็ย่างเข้าวัย 60 ทั้งสองคนผ่านและย่างเข้าวัยเกษียณ แต่ไม่ยักกะนอนรอรับนับเงินบำนาญ แต่ยังคงหักร้างถางพงทำไร่ทำนาอยู่เหมือนเดิม ตาไม่เคยนอนโรงพยาบาลเลยตั้งแต่จำความได้ แม่เพิ่งกลับจากโรงหมอเพราะดันเอามีดอีโต้สับหัวแม่มือตัวเองแทนที่จะเป็นด้นฟืน ซึ่งนั่นก็เป็นการพึ่งพาโรงพยาบาลแบบเกรงใจหมอที่สุดแล้ว
.....
6.
หันมองดูเราเองสักนิด เจ็บป่วยต้องวิ่งแจ้นเอาบัตรทองไปยื่นหมอ เอาเงิน 30 บาทไปแลกกับยาพาราฯ แล้วก็กลับมาเลี้ยงไข้จนใกล้ตาย (โรคร้ายเกินเยียวยาไม่ว่ากัน)
เราทำลายยารักษาโรคกายชั้นดีด้วยการเปลี่ยนผืนนาเป็นป่าอ้อย เปลี่ยนป่าหัวไร่ปลายนาเป็นสวนยางฯ เปลี่ยนป่าบุ่งป่าทามเป็นต้นกระดาษดับเบิ้ลเอ
เราทำลายยารักษาใจที่เป็นคาถาอาคมไสยศาสตร์ป้องกันตัว ด้วยการเอาคาถาเหล่านั้นไปช่วยคนคดโกง ดูหมิ่น เหยียดหยาม ปองร้าย สาป แช่ง ลบหลู่ ทำลายบุคคลอื่น รวมถึงทำลายโบราณสถาน
สังเกตไหม ... เราฆ่าตัวตายกันมากขึ้น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
และนั่นก็เกิดจากความล้มเหลวด้านจิตใจ
.....
7.
สาธุ สาธุ สาธุ โอมมมมมมมม .... เพี้ยง ฯลฯ
Tags: ยาสมุนใคร, ยาสมุนใจ, ยาสมุนไพร1 Comments

#1 By น้องรัก (222.123.130.52) on 2008-08-14 09:33