หนีหน้าน้อง เที่ยวคลอง "อัมพวา" ดีกว่าไหม?
posted on 24 Mar 2009 17:04 by go2devill in ARTICLE"แบ็กแพ็กเกอร์หัวดำหลายคน ให้นิยามอัมพวาว่าเป็นเวนิชแห่งเอเชีย แต่แบ็กแพ็กเกอร์หัวทองหลายคนบอกว่า เวนิชคืออัมพวาแห่งยุโรป"
จะอย่างไรก็แล้วแต่ อัมพวาในความหมายของผมคืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรพาตัวเองไปแฝงไว้ท่ามกลางชีวิต สายน้ำ แม่ค้า และหิ่งห้อย
เมื่อ 21-22 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปที่อัมพวา เนื่องจากมีการสัมมนา "โครงการแลกเปลีี่ยนเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมการรายงานข่าวการเฝ้าระวังสื่อ" โดยสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชน และโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ณ บ้านแม่น้ำรีสอร์ท อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม
รีสอร์ทขนาดกะทัดรัด กำลังดีสำหรับเวทีสัมมนากลุ่มขนาดเล็กๆ คุยกันแบบได้กลิ่นลมหายใจ พลันที่ย่างกรายไปถึง ก็เห็นครูยุ่นเดินไป-มาในรีสอร์ท ก็นึกว่าครูยุ่นมาทำอะไรที่นี่นะ แต่เอาเข้าจริง ครูยุ่นต่างหากที่ควรถามคนหน้าดำอย่างผมว่ามาทำอะไรที่นี่ เพราะรีสอร์ทที่นี่เป็นของครูยุ่นเอง สถานที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากมูลนิธิเด็กที่ครูเป็นเลขาธิการ
บรรยากาศการสัมมนาขอเล่าแบบพอสังเขป เพราะในโอกาสนี้อยากปลีกตัวพักผ่อนเสียมากกว่า เอาเป็นว่าผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนเข้าไปร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกับพี่น้องนักหนังสือพิมพ์จากหลายฉบับ อาทิ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, อาจารย์เชาวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี, รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ และ พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล
ซึ่งจากการพูดคุยต่างฝ่ายต่างได้เห็นข้อมูลหลายๆ ด้าน ทั้งผลการศึกษาของโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อฯ และโครงการเองก็ได้เห็นการทำงานของสื่อมวลชน ว่ามีอุปสรรค ปัญหาอย่างไรกันบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ข้อมูลเหล่านี้เกิดประโยชน์อันจะนำไปสู่การต่อยอดพัฒนาสื่อมวลชน ตลอดจนบุคลากรของโครงการฯ ด้วย
จบเรื่องงานไว้เพียงเท่านี้แลพี่น้อง
ต่อไปจะเล่าเรื่องการพักผ่อนหลังการทำำำำำำงานล้วนๆ (เหมือนจะเยอะนะครับ แท้จริงแล้วเศษเสี้ยวของความเหนื่อยเท่านั้น ... แต่ก็ต้องรีบตักตวงไว้ ... ฮา)
เป็นภาพชุดแรกที่เกิดขึ้นขณะพักเบรกจากการสัมมนา ที่มาของภาพคือกล้อง Digital ของสำนักงานขนาดเท่าฝ่ามือ จัดการถ่ายเล่นตามมีตามเกิด กดชัตเตอร์ 2-3 ทีนึกอยากได้กล้องโปรสักตัวคงจะดี แต่ทั้งคิดทั้งฝันมาเนิ่นนานก็ดูเหมือนจะยังไม่ใกล้เคียง ที่ผ่านมาจึงมีแต่กล้องคนอื่น กล้องสำนักงาน กล้องจิ๊กมา กล้องคนข้างๆ เสียมากกว่า โอกาสในการถ่ายรูปจึงเป็นลักษณะกะปริดกะปรอย
แต่หลังจากดูภาพแล้วก็ ... อาาาาา พอไหวน่า เงาจากล้อจักรยานนั่น ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ส่วนใบตองนั้นก็งามเหลือเกินเมื่อต้องแสงแดดริมแม่น้ำ ป้าย 100 ปีศรีบูรพานี่ก็ให้อารมณ์ขลังๆ แต่ที่โดนจังๆ คือ กระป๋องเบียร์ที่วางอยู่ริมท่าเรือ ออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าไม่ใช่ฝีมือผม ถึงแม้จะเป็นความตั้งใจเช่นกันก็ตาม .. ฮาๆ ส่วนอาหารจากการพักเบรกเนี่ยก็อร่อยใช้ได้ทีเดียวครับ เสียดายที่ผมถ่ายถ้วยกาแฟกับขนมต้มแสนอร่อยมาฝากเช่นกัน ผิดแต่จำไม่ได้ว่าเอากล้องใครถ่ายนั่นแล
ออกจากห้องสัมมนา เวลาประมาณ 4 โมงเย็น การเดินทางเริ่มขึ้น
เป็นแม่น้ำดูมีชีวิตเหลือเกินครับ ผมจำได้ว่าถ่ายภาพสวยๆ ไว้หลายมุมเหมือนกัน แต่ก็นั่นแหละ ไม่รู้ว่าใช้กล้องตัวไหน ครั้นจะตามหาไฟล์ก็ดูจะเบลอๆ เอาไว้สติมา สตังค์มี ค่อยกุลีหาแล้วกัน
อ้อ ... ภาพเรือใหญ่ที่จอดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองนั้น ถ้าสังเกตให้ดีจะพบป้ายที่เขียนว่า "ขายเรือประมง 5 ลำด่วน" สภาพเรือกึ่งใหม่กึ่งเก่า มนุษย์โคกอย่างผมไม่อาจประเมินราคาได้ เพราะไม่มีประสบการณ์ด้านชีวิตบนผิวน้ำสักเท่าไหร่ แต่ก็คิดว่าราคาคงไม่น้อยทีเดียว ขณะมองดูด้วยความเพลิดเพลิน พลันเห็นเรือแจวลำเล็กๆ มีหญิงวัยกลางคนกำลังพายเรือผ่านพอดี รีบยกกล้องขึ้นมาถ่าย ซูมสุดชีวิต ได้ภาพมาอย่างที่เห็น ดีร้ายอย่างไรอย่าว่ากันเด้อ ...
เอาหละ ... เข้าท่ากันเถอะ
ตลาดอัมพวามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ไม่ได้หาข้อมูลมาประกอบมากนัก ครั้นความรู้ของตัวเองก็เท่าหางอึ่ง คงจะอธิบายอะไรได้ไม่มากนัก แต่เห็นพี่ๆ หลายคนเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเดินเล่นในตลาดได้สบาย คนก็น้อย มีเวลาแวะโน่น นี่ นั่น กันตามสบาย เดี๋ยวนี้ออกจะแน่นสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นตลาดที่สวยงามแห่งหนึ่งของไทย
แต่ผมว่าสวยงามและแปลกตาแห่งหนึ่งของโลก
เห็นบันไดที่ทอดลงไปในคลองไหมครับ บันไดบริเวณคลองอัมพวาทำหน้าที่มากกว่าให้เรือมาเทียบ เพราะมันเป็นที่นั่งกินอาหารที่สุดแสนโรแมนติก ผมนั่งลงที่ตรงนั้นพร้อมกับสั่งก๊วยเตี๊ยวหมูมากิน รสชาติอร่อยใช้ได้ สำคัญกว่านั้นคือราคาถูกว่าก๊วยเตี๊ยวแถวอนุสาวรีย์ เพราะที่อัมพวาเขาขายถ้วยละ 20 บาท นั่งตรงบันไดแล้วสั่งแม่ค้าที่อยู่บนเรือ เป็นก๊วยเตี๋ยวเรืออย่างถูกต้องตามหลักที่ควรจะเป็นอย่างแท้จริง
อันที่จริงมันมีอาหารอยู่หลายชนิดนะครับ แต่ด้วยความตาลายเพราะคนเยอะ ก็เลยเอาเป็นว่าสั่งอาหารตามสะดวกก็แล้วกัน นอกจากก๊วยเตี๋ยวแล้วยังมีทอดมันหัวปลี และปลาหมึกย่างสดๆ กลิ่นหอมน่ากินมากๆ
สาเหตุที่นั่งกินที่ท่าน้ำได้เอร็ดอร่อยขนาดนั้น ก็เพราะน้ำในคลองที่นี่สะอาดใช้ได้เลยครับ เข้าใจว่าคนในชุมชนคงช่วยกันรักษาเท่าชีวิต เรือที่แล่นไปมาหากเป็นเรือยนต์ต้องผ่อนเครื่องให้เสียงเบาที่สุด แต่ผมเห็นว่า ไม่ควรจะมีเรือยนต์เข้ามาในคลองเสียด้วยซ้ำ เพราะถึงแม้จะเบาแล้วแต่ก็ยังดังอยู่ดี
กินอาหารเสร็จ ไม่อิ่มหรอกครับ แต่กินเท่าที่ตังค์มี ก็รีบปลีกตัวไปขึ้นเรือ เพื่อไปสู่ไฮไลท์สำคัญของค่ำคืน นั่นคือการไปดูหิ่งห้อยริมฝั่งน้ำแม่กลอง
และนี่คือภาพสุดท้ายที่ผมพยายามถ่ายบรรยากาศขณะนั่งเรือไปชมหิ่งห้อยครับ เป็นความพยายามที่ต้องต่อสู้กับแบตเตอร์รี่กล้องที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่มันจะทำลายตัวเอง ว๊า ... น่ากลัว
แต่ถึงจะพยายามแค่ไหน แต่ดูเหมือนจะน้อยกว่าสายน้ำแม่กลอง ที่พยายามจะมีหิ่งห้อยครับ
...

ชอบมากครับเหมือนได้อยู่ในเมืองเก่า
มีโอกาสจะแวะไปเที่ยวอีกสักครั้งครับ
#1 By Bozzy on 2009-03-24 18:13