ครั้งหนึ่งในชีวิต ผู้พิชิตมหาวิทยาลัย (1)
posted on 08 May 2009 18:42 by go2devill in ARTICLEไม่คิดว่ามัน จะนานขนาดนั้นที่เท้าดำๆ ตีตัวออกห่างจากถิ่นกำเนิด รู้สึกตัวอีกทีกลับกลายเป็นความยาวนานที่กัดกร่อน ก่อนกลายเป็นกีดกันตัวเองให้กลับไปอยู่ ณ จุดเริ่มต้นยากขึ้นไปทุกที
ทันที ที่เข็นสมองขี้เลื่อยให้ไปแฝงตัวในมหาวิทยาลัย ก้าวแรกของการไกลบ้านอย่างเต็มตัวก็เริ่มขึ้น และนั่นก็ทำให้ผมกับหมู่บ้านเป็นเสมือนคนแปลกหน้าที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะ เคยที่ไหนสักแห่ง แต่คงไม่ใช่ ...
นับย้อนวันเวลานี่ก็ร่วม 7 ปีเห็นจะได้
.....ช่วงปีแรกในมหาวิทยาลัย
จำ
ได้ถนัดตาว่า
เห็นความคาดหวังบางอย่างของพ่อแม่ที่มาส่งในวันแรกของการเปิดเรียน
เราสบตากันไม่นานนัก แต่ก็เห็นว่าความคาดหวังนั้นมากเพียงใด
แม่ไม่รู้ว่าผมเรียนเกี่ยวกับอะไร พ่อนี่ยิ่งแล้วใหญ่
"สื่อสารมวลชน" ผมบอกสาขาที่เลือกเรียน
แม่ถามว่าจบมาเป็นครูใช่ไหม ผมตอบว่าไม่ใช่
พ่อถามว่าจบมาทำงานทนายใช่ไหม ผมตอบว่านี่ยิ่งไม่ใช่
"งั้นเรียนจบมาค่อยสอบเป็นปลัด อบต. จะได้กลับไปอยู่บ้าน" พ่อว่าอย่างนั้น
"หรือไม่ก็ไปทำงานทนายเหมือนน้า" แม่ว่าอย่างนี้
"เอ่อ ... ไม่ได้ไกล้เคียงเล๊ยยยย ..." จะว่าอะไรได้มากกว่านั้น แม่จบ ป.4 พ่อไม่ได้เรียนแม้แต่ชั้นเดียวในโรงเรียน กระนั้นก็ยังได้ ดลค.มหาบัณฑิต (ย่อมาจากเด็กเลี้ยงควายมหาบัณฑิต) มาประดับความรู้บ้าง
ก็ขนาดลูกชายเรียนอะไรยังไม่รู้จัก ผมจึงไม่ค่อยแปลกใจที่ใครๆ ในหมู่บ้านต่างเข้าใจสิ่งที่มาเรียนเหมือนๆ กันนั่นคือ "เรียนครู"
.....
แม่ทิ้งเงินไว้ให้ 4,000 บาทถ้วนสำหรับการเรียนมหาวิทยาลัย 1 เทอมเต็มๆ
ระหว่างที่รอเงินกู้ยืมอนุมัติ ผมกับเงิน 4,000 ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสนิทสนม
ผ่านไป 1 เดือนแรกเงินก้อนนั้นหายไปจากบัญชีธนาคารราว 500 บาทเห็นจะได้ ผมนั่งถามตัวเองว่า ถ้าเกิดเงิน กยศ. มันไม่กระดิกชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรหนอ
ผ่านเดือนที่สอง ยอดเงินเหลืออยู่สามพันเศษๆ ผมยังคงเฝ้ารอข่าวเงิน กยศ. ขณะที่รอคอยข้าวสารที่พ่อยัดใส่กระสอบปุ๋ยมาให้เริ่มพร่อง
เอาหล่ะหว่า ...
คราวนี้อาหารการกินนอกจากจะกินให้น้อยมื้อแล้ว ยังต้องกินให้น้อยอย่างมากขึ้น
ข่าวไข่เจียวถูกบรรจุในเมนูอาหารอยู่เนืองๆ หลังจากนั้นกลายเป็นไข่ต้ม
และหลังจากนั้นกลายเป็นไข่ต้ม 1 ใบต่อข้าว 2 มื้อ เที่ยงและก่อนนอน
และท้ายที่สุด เมนูยอดฮิตของชีวิตคือ ข้าวต้มเกลือ สลับกับน้ำพริกปลาร้าจิ้มด้วยผักจากทุ่งนาข้างมหาวิทยาลัย
.....
ผมผ่านเทอมแรกอย่างทุลักทุเล
การพักอยู่ในมหาวิทยาลัยช่วยผมเซฟค่าใช้จ่ายได้มากโข อีกทั้งการมีทุ่งนาอยู่ข้างๆ ก็ทำให้ผมคอนโทรลชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกเป็นกอง
ถ้าไม่อยู่ในห้องเรียน ห้องพัก ห้องสมุด
ผมจะไปนอนเอาตำราคลุมหน้าในเถียงนาข้างมหาวิทยาลัย
ปล่อยให้ลมพัดพากลิ่นยอดข้าว เสียงนก เสียงเขียด ขับกล่อมให้หลับฝันดี
.....
ชีวิตในมหาวิทยาลัยสอนอะไรหลายอย่าง แต่สิ่งที่ผมเลือกเรียนกลับไม่ใช่สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอนมากนัก
เพื่อนฝูงหลายคนอาจเห็นผมขมักเขม้นในห้องเรียน เมื่อขวบปีแรกในรั้วมหาวิทยาลัย แต่อีก 3 ปีให้หลัง คนคุ้นหน้าเหล่านั้นจะสามารถเจอผมในเพิงหมาแหงนในหมู่บ้าน ไอ้หนุ่มมหาวิทยาลัยเมาเหล้าขาวน้ำลายย้อยกับหนุ่มไทบ้าน
บางครั้งหากพอมีตังค์เหลือ มันจะถูกผ่องถ่ายเพื่อเปลี่ยนเศษเหรียญเป็นไก่บ้านขนาดย่อม แต่หากชีวิตติดลบเมื่อไร ไก่ผู้ใหญ่บ้านที่หายไปก็ไม่ใช่ฝีมือใครหรอก
บางครั้งเมาจัด อาการเรื้อนก็เริ่มขึ้น ขโมยไก่นั่นมันก็ธรรมดาๆ แต่ขโมยปลาในเวลาเที่ยงคืน ในอาการที่เมาปลิ้น วินเวียน เขาและเพื่อนต่างสถาบันมักหิ้วแหไปลากปลาช่อนในทุ่งนาท้ายหมู่บ้านมาเป็นกลับแกล้มเสมอ
ผมเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนต่างสถาบันของผมเรียนหน้ามหาวิทยาลัย
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหากจะมีเรื่องอะไรให้ขัดเคืองก็คงจะเป็นประเด็นที่ว่า "พรุ่งนี้จะเอาอะไรแดก..."
.....
เอาให้ง่ายที่ สุดสำหรับการหาเงินใช้ก็คือ การขอทุนการศึกษา แต่แม้เจ้าโว๊ยลำพังเพียงราคาความรู้ก็กระท่อนกระแท่น ไหนจะได้ยินข่าวมาว่าสาวเภสัชฯ สาวพยาบาล เขาจับจองทุนกันหมดแล้ว จะเอาอะไรไปสู้เขา
การขอทุนก็ถูกล้มเลิก
ผมเปลี่ยนจาก การขอทุนไปเป็นการส่งประกวด ณ ขณะนั้นหากมีเวทีใดที่เปิดโอกาสให้ส่งผลงานด้านการเขียนผมจะรีบสร้างสรรค์งานเพื่อส่งให้จงได้
แล้วรางวัลชิ้นแรกในมหาวิทยาลัยก็สัมฤทธิ์ผล
ผมเอาเวลาในคาบเรียนทั้งวันเพื่อทำหูทวนลมในสิ่งที่ครูบาอาจารย์สอน
แล้วนั่งเขียนนิทานสำหรับเด็กส่งเข้าประกวดในโครงการที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้น
"นิทานทำมือ" คือชื่อที่จำได้ลางๆ
จากลายมือที่ถูกขีดเขี่ยในกระดาษชีต A4 ที่ถูกแจกในคาบเรียน มาเป็นไฟล์งานที่ผ่านการจิ้มด้วยความเร็ว 80 ตีนถีบ แล้วบันทึกลงแผ่นฟลอปปี้ดิสก์
ขณะที่เหลือเวลาอีก 1 ชั่วโมงจะหมดเขตส่ง ผมตัดสินใจลงทุนครั้งสำคัญในชีวิตด้วยการปริ๊นท์งานนิทาน 30 หน้า ใช้เงินไปราวๆ 150 บาทเห็นจะได้
การเดิมพันครั้งนี้สูงนัก แต่มันไม่ค่อยมีทางเลือกสักเท่าไหร่ในขณะนั้น
.....
ผมนั่งรอผลประกาศอย่างใจจดใจจ่อ
หนึ่งเดือนให้หลังปรากฎชื่อของผมแปะหราอยู่บนบอร์ดหน้าตึกคณะฯ
"ประเภทเนื้อเรื่อง รางวัลชมเชย เงินรางวัล 1,000 บาท ผลงานเรื่อง "ด.เด็กหัดเดิน" โดยนายโกวิท โพธิสาร"
อืม ... ต่อชีวิตได้อีกเฮือก
ผมเริ่มเห็น แสงสว่างในการหาเงินใช้ กระนั้น ชีวิตช่วงที่ว่าก็คล้ายจะเป็นด้านมืดของการใช้เงินเช่นกัน แม้มันไม่มากไม่มายกับการนำเงินน้อยนิดแลกกับสุราขาวสักครึ่งขวด แต่ก็ไม่ใช่รูปแบบชีวิตที่วาดหวังไว้สักเท่าใดนัก
.....
ปล.เรื่องเล่าเพิ่งเริ่มต้น เรื่องเหล้าก็เช่นกัน
ม.ให้อะไรเรา - คัมภีร์


เรื่องบางเรื่องถ้าเราอ่านแล้วรู้สึกว่า เราได้ฟังเรื่องเล่า พี่ว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเล่าชั้นดีค่ะ
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
แต่แหม 4000 บาทกับชีวิต 1 เทอมเนี่ย น่าทึ่งและชื่นชมจังคะ เพราะพี่ต้องให้น้องเหยียบหมื่นต่อเดือน ตอนมันเรียนปริญญาตรี
#1 By นกจร on 2009-05-08 18:51