สงคราม ในความทรงจำ

posted on 26 May 2009 00:55 by go2devill  in FEATURE
เวลา 23.14 น. วันจันทร์ ที่ 25 พฤษาคม 2552

ผมลุกขึ้นมารื้อฟื้นความทรงจำหลังจากนั่งชมรายการแม่โขง สายน้ำพยศ ที่ดำเนินรายการโดยครูทางสื่อมวลชน "สุทธิชัย หยุ่น" ซึ่งคืนนี้ได้นำเรื่องราวของสงครามในกัมพูชา อย่างน้อยก็เศษเสี้ยวมาพูดคุยอีกครั้ง

แต่สาบานได้ว่าเพียงเศษเสี้ยวยังทำให้ผมหวนนึกถึงความเจ็บปวดเหล่านั้น มันทรมานไม่ได้น้อยไปกว่าเดิมเลย

ถาม ว่าคนอายุยี่สิบต้นๆ อย่างผมมันจะไปซึมซับเรื่องราวแห่งสงครามที่ทวีความรุนแรงก่อนหน้าการลืมตา ดูโลกของผมนับสิบปีได้อย่างไร ผมตอบกลับไปง่ายๆ ว่า แรงเฉื่อยแห่งสงครามมันยังมีจนวันที่ผมลืมเกิด กระทั่งจำความได้

แม่ผมเป็นนักเล่าตัวยง นิทานของแม่เป็นเรื่องราวที่กินได้ ร้องไห้ได้ และยิ้มได้

.....

พ.ศ. 2528
... มันเป็นช่วงที่วิกฤตที่สุดของชีวิตช่วงหนึ่งก็ว่าได้ ผมไม่รู้ว่าความวิกฤตดังกล่าวรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แต่แม่บอกว่าความเป็นความตายอยู่ห่างกันแค่กำแพงดินกั้น

หลักฐานที่ สวนหลังบ้านผมยังคงอยู่กระทั่งบัดนี้ มันเป็นหลุมบังเกอร์ขนาดกว้างวายาววา ความลึกพอท่วมหัว พ่อกับแม่ลงไปอยู่ในนั้นพร้อมกับผมที่นอนอยู่ในเปล เสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาดังมาไม่ขาดระยะ

ข่าว จากปากต่อปากเล่าว่า มีกระสุนปืนใหญ่พลาดตกในหมู่บ้านข้างเคียงหลายลูก แทบทุกหลังคาบ้านต้องมีหลุมหลบภัยอยู่ในรัศมีที่สามารถละจากวงข้าว แล้วกระโจนลงหลุมได้ทันที

เขมรแดง, พล พต, เฮง สัมริน, เขียว สัมพันธ์, ฮุนเซน, สมเด็จฯ สีหนุ คือ ตัวละครที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในตอนนั้น แม้ช่วงที่พอจำความได้สงครามลดความรุนแรงบ้างแล้ว แต่เขาเหล่านั้นยังคงวนเวียนในหัวสมอง

อย่างน้อยผมรู้จักบุคคลเหล่านี้ ก่อนที่จะรู้จักนายกรัฐมนตรี นักการเืมือง หรือนักปกครองไทยหลายขวบปีทีเดียว

.....

พ.ศ.2538 เห็นจะได้

สิบ ปีให้หลังนับจากวันเกิด ผมยังคงได้ยินเสียงปืนขับกล่อมนอนอยู่เนืองๆ มันสลับกับเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า จนบางครั้งแยกไม่ออกว่าเสียงใดที่จบด้วยฝน เสียงใดที่จบด้วยเลือด

ช่วงเวลานั้นเป็นภาพความสงครามที่ติดตามากที่ สุดเห็นจะได้ เครื่องบินขับไล่บินผ่านหมู่บ้านแทบทุกวัน หลังมื้อข้าวเช้า เที่ยง เย็น เป็นต้องได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินผ่านน่านฟ้าบ้านผมเสมอ กองกำลังทหารไทยเข้ามาประจำในหมู่บ้าน ผมจำไม่ได้ว่ามาจากค่ายไหนหน่วยใด แต่รู้ว่าเป็นทหารไทย ไม่ใช่เพราะเขาพูดไทยได้ แต่เพราะชอบมาขอไก่บ้านผมไปต้มกิน ...

และทหารกองเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้วัวผมขาดวิ่งหนีไปหลายสิบกิโลเมตร เพราะขณะที่มันเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่งหน้า จู่ๆ ทหารทั้งกองก็โผล่หน้าขึ้นจากซังข้าวพร้อมกับปืนในมือ

ครั้งนั้นผมนึกโกรธทหารอยู่นิดๆ โทษฐานที่ไม่คิดจะช่วยจับวัวแม้แต่คนเดียว

ณ ศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยสงครามช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ มันห่างจากบ้านผมซึ่งเป็นเขต จ.สุรินทร์เพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร

ด้วย เพราะเดียงสายังน้อย จำนวนคนที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่แคบๆ นั้นมากเท่าไหร่จึงยากจะประมาณการ แต่ความละลานตาของตลาดนัดในอำเภอคงต้องชิดซ้ายตกขอบไปเลยเห็นจะได้

ผม เห็นคน ผมเห็นเต๊นท์จากสหประชาชาติ ผมเห็นไม้เท้า ผมเห็นเกวียน ผมเห็นร่องรอยของอาวุธที่ประทับลงไปบนร่างคน แม้เขาจะรอดมาได้ แต่ผมเห็นรอยความเจ็บปวด

ศูนย์อพยพนี้ตั้งอยู่ยืดเยื้อหลายเดือน ชาวกัมพูชาที่เข้ามาในเขตแดนไทย หากพอมีสัมบัติอะไรติดตัวจะนำมาขายในราคาต่ำกว่าทุนครึ่งต่อครึ่ง กระนั้นพี่ไทยใจดียังมีต่อรองราคา ...

วัวตัวละ 1,500 บาท ผมยังจำได้ พี่น้องเพื่อนบ้านผมไปซื้อมาไว้หลายตัว บ้างลงทุนฝ่าดงกระสุนและทหารข้ามไปซื้อถึงฝั่งกัมพูชา เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลงกว่าเดิม โดยจะไปซื้อกับชาวกัมพูชาที่อยู่ในศูนย์อพยพ ก่อนที่จะหาวิธีพาคนในนั้นนำทางกลับไปยังดินแดนสงคราม เพื่อให้ได้มาซึ่งวัวสักฝูง

นานวันเข้า ผมได้ยินข่าวว่าทหารในศูนย์อพยพปล่อยให้ชาวกัมพูชาออกมาจากศูนย์เพื่อทำงาน รับจ้างเล็กๆ น้อยในไร่นาของคนไทยได้ โดยให้คนไทยนำรถพร้อมหลักฐานต่างๆ ไปรับคนงานในศูนย์ในตอนเช้า หลังทำงานเสร็จก็ส่งกลับศูนย์ในตอนเย็น

พ่อ ผมไปรับมาหลายสิบคนเพื่อช่วยเกี่ยวข้าว จ่ายค่าแรงเป็นเงินคนละ 20 บาทต่อวัน พร้อมอาหารและยาสูบ เทียบราคาค่าแรงในขณะนั้นต่างจากคนไทยไม่ต่ำกว่าร้อย แต่มาตรฐานการทำงานต่างกันลิบลับ

20 บาททำงานไม่บ่น ไม่อู้ ไม่ขอเหล้าขาวเอาฤกษ์ เพียง 2 วันข้าวทั้งผืนก็เกี่ยวเสร็จเรียบร้อย

ระหว่าง เกี่ยวข้าวเราคุยกันถึงบ้านเมืองพี่น้องฝั่งโน้น เขาเล่าถึงความเจ็บปวดสารพัด ระเบิด กระสุนวิ่งเฉียดหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่า พี่น้องพรัดพรากไม่ทราบชะตากรรม

ผมจำชื่อเขาไม่ได้ รู้แต่เพียงว่าอยู่บ้านอยู่ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา

.....

พ.ศ.2539 พล พต ประกาศลงนามสันติภาพ
เป็นสัญญาณสิ้นสุดการเข่นฆ่าที่ยาวนานที่สุดหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

ผมได้ข่าวของเขาเหล่านั้นน้อยลง พร้อมกับเสียงปืนใหญ่ที่หายไปในราตรีอันมืดมิด

.....

พ.ศ.2549 ปิดเทอมใหญ่ในปี 3 ของชีวิตมหาวิทยาลัย ผมข้ามไปกัมพูชาอีกครั้งผ่านทางช่องสะงำ เพื่อทำข่าวสารคดีวิทยุ โดยจ้างพี่ชาวกัมพูชาขับมอเตอร์ไซค์นำทางสู่อัลลองเวง

เส้นทางเดิม นี้เมื่อ 10 ปีก่อนเคยเป็นช่องทางอพยพของพี่น้องกัมพูชาที่หอบน้ำตาและเลือดมาพึ่งพิงไทย บัดนี้กลายสภาพเป็นถนนลาดยางอย่างดี มองที่รายทางเห็นวิถีชีวิตที่งดงามอย่างที่ไม่อาจพบเห็นในบ้านเราอีกแล้ว

ผม ข้ามถึงเขตกัมพูชาอย่างเต็มตัว มองย้อนกลับไปยังเทือกเขาพนมดงรักที่กั้นชายแดน ไล่เรียงสายตาตามแนวพาโนรามาแล้วพบว่า น้ำ นา ปลา และชีวิต ยังคงมีอยู่ที่นี่ จำได้ว่าหลายสิบปีก่อนบ้านผมก็มีสภาพไม่ต่างกัน

ริม ถนนยังพบเด็กปั่นจักรยานไปโรงเรียน ชาวบ้านหาปลา หญิงเลี้ยงวัวที่มีเด็กน้อยหนีบอยู่ข้างเอว ... เราทักทายกันภาษาเขมร ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ผมคุยกับคนนำทาง พ่อ แม่ ตา ยาย และพี่น้องผม

เรา เดินทางถึงตัวอำเภออัลลองเวง ผมเลือกแวะชมเมือง เดินตลาด เพื่อดูวิถีผู้คน สินค้าที่วางขายในตลาดกัมพูชาเป็นชนิดเดียวกันกับที่มีในประเทศไทยทุกอย่าง แต่สินค้าที่เป็นจุดเด่นก็คืออาหารป่า จำพวกหวาย เห็ด ปลา เขียด อึ่ง ที่นี่มีขายให้ในราคาที่ถูกกว่าฝั่งไทยพอสมควร

อีกสถานที่หนึ่งที่คนนำทางคะยั้นคะยอให้แวะไปดูก็คือ ซ่อง

หญิง กัมพูชา 2-3 คนนั่งหน้าซ่อง มีแป้งเย็นประหน้าเชื้อเชิญอย่างรู้งาน สภาพซ่องเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวทอดยาวไปด้านหลัง มีห้องหับมิดชิดไร้หน้าต่าง ประตูแต่ละห้องหันประจันหน้ากันเรียงแถวฝั่งละ 10 ห้องเห็นจะได้

อาจเป็นเพราะเวลากลางวันผมจึงไม่พบว่ามีการตกแต่งให้มีไฟแสงสีแต่อย่างใด มากกว่านั้นด้านซ้ายของซ่องเป็นคอกวัว ด้านขวามีหมูเลี้ยงแบบชาวบ้านปล่อยขุดดินขุดทรายส่งเสียงร้องระคนกลิ่นให้ คลุ้งอยู่เนืองๆ

พี่คนนำทางบอกกับผมว่า ตอนกลางคืนผู้ชายมีตังค์ชอบมาสังสรรค์กันที่นี่ แกบอกว่าสำราญอย่าบอกใคร พร้อมกับเร่งให้ผมเข้าไปอีกแรง

ผมตอบว่าไม่เป็นไร เดี๋ยววันหลังมาใหม่จะแวะเสียให้ได้ ว่าแล้วก็ดูเวลาจะพลบค่ำในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า จึงชวนกันกลับฝั่งไทย

ถึงที่หมายผมจ่ายค่าจ้างแลกกับระยะทางร่วมร้อยกิโลเมตรเป็นเงิน 200 บาท พี่แกบอกว่าถ้าแวะมาอีกให้ไปเรียกได้ที่เดิม เห็นแกโม้ว่ามีอีกหลายที่เจ๋งกว่านี้ที่ยังไม่ได้พาไปดู

ผมรับคำก่อนลาจาก

ตลอดการเดินทางผมเห็นความสุขที่ควรจะเป็น เห็นรอยยิ้ม เราคุยแลกเปลี่ยนกันหลายต่อหลายเรื่อง เว้นเฉพาะสงครามในครั้งนั้น

.....

เวลา 0.40 น. วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2552

ผมจบการรื้อลิ้นชักความทรงจำ พบตัวเองนั่งอยู่หน้าจอคอมฯ ในเมืองหลวงของประเทศไทย

พรุ่งนี้มีงานอีกหลายอย่างรอการสะสาง ก่อนเข้านอนผมนึกถึงคำๆ นี้อีกครั้ง

"จุมเรียบซัว"


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Recommend