กรุงเทพมหานครตอนเช้าจะมีอะไรงามเท่าการนั่งทำตัวนิ่งๆ บนรถเมล์ แล้วแอบมองสายฝนโปรยปรายลงมาชะลอความเร่งของคนในเมืองหลวง พลางชะโลมความแห้งผากในจิตใจของใครบางคนที่แอบมองมันอยู่

กระนั้น ก็คงมีเพียงผมกระมังที่ยังเห็นความงามของมันอยู่

แม้จะเป็นความปรารถนาดีจากฟ้า แต่
ฝน ในยามเช้าสู่เบื้องล่างแห่งนี้ มักไม่ได้รับรอยยิ้มตอบแทนเท่าใดนัก ลองนึกภาพสาวสวยแต่งหน้าทาปากด้วยเวลาครึ่งค่อนชั่วโมงก่อนออกจากบ้าน เพียงเพื่อให้มันละลายไหลเป็นทางยามต้องสายฝน นี่ก็คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เธอจะสบถบางวลีสู่เบื้องบน

ลองนึกภาพรถ หรูๆ ที่ราคาแพงกว่ารูเช่าของมนุษย์เงินเดือนต้องไปติดแหง็กและเขรอะด้วยฝุ่นผง นี่ก็คงมีเคืองไม่น้อยกว่าสาวสวยคนนั้นเป็นแน่

แล้วนึกถึงอีกหลายคน ที่วิ่งแข่งกับเวลาเพื่อไปตอกบัตร สแกนนิ้ว ลงชื่อ หรือนัดกับบางคนไว้ หยาดฝนที่หล่นลงแต่ละเม็ดรังแต่จะทำให้อารมณ์บูดเบื่อเสียมากกว่า

ก็ นั่นแหละมนุษย์ ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า ว่ากันว่าความเป็นคนนั้นอยู่นอกเหนือทฤษฎีใดๆ มากำหนดกฎเกณฑ์ ดีสำหรับบางคนอาจแย่สำหรับอีกหลายคน

..........

เมื่อไม่นาน มานี้ผมแอบหนีหน้าจากเมืองกรุงไปนอนตีพุงที่บ้านอยู่หลายวัน เป็นความตั้งใจที่จะนอนจริงๆ ดังว่า เนื่องเพราะเพลียกับชีวิตที่ต้องวิ่งตามคนอื่นๆ ที่เข้าใจว่ากำลังวิ่งเช่นกัน และดูท่าฝีเท้าของผมคงไล่กวดให้ทันได้ลำบากนัก การกลับมาตั้งหลักเพื่อคิดอะไรบางอย่างเป็นวิธีการที่ใช้เรียกพลังได้ดีเสมอ

ผม มักเว้นช่วงการกลับบ้านไว้นานเสมอ จำได้ว่าครั้งก่อนหน้านี้ต้องย้อนไปสักครึ่งค่อนปีเห็นจะได้ แต่การคืนมาอีกครั้งก็ยังไม่เห็นว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง บ้านยังคงเปิดรับด้วยรอยยิ้มเช่นเคย ผู้คนยังคงใช้เวลากับการไกวเปลให้ตัวเอง พาวัวไปลงทุ่ง ก๊งเหล้าหลังข้าวเช้า บางคนก็ซ้ำอีกครั้งก่อนกินข้าวเย็น หนักหน่อยก็กินตั้งแต่เช้ายันเย็น เป็นภาพนิ่งๆ ที่ชินตาอย่างเคย ผิดต่างบ้างเห็นจะเป็นผมของแม่ที่เริ่มขาวโพลนไปทั้งหัวแล้ว

แต่เอา เข้าจริงผมก็นอนได้เต็มที่ไม่เกินวันนึง ก็อิ่มจนล้นแล้ว ที่เหลือจึงหนักไปทางสำรวจความเปลี่ยนแปลงรอบๆ บ้านที่ห่างหน้าไปนานอย่างไม่รู้จักเบื่อ

..........

พื้นที่ เกือบ 1 ไร่ คืออาณาเขตที่ไม่ได้มีรั้วรอบขอบชิดอะไร เส้นแบ่งเขตแดนมีเพียงหลักรั้วสี่ห้าต้นที่ปักไว้แบบห่างๆ โดยมีสัญลักษณ์คือต้นขนุน ต้นมะม่วง ฝรั่ง มะเฟือง เป็นเขตแดนที่ปักลงกลางสัญญาใจว่า เขตแดนของผมกับตาข้างบ้านมีพิกัดจากจุดใดถึงจุดใดบ้าง

ในความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของแม่ มือเหี่ยว ผมขาว ยังคงมีความไม่เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือแม่เป็นนักปลูก

ตั้งแต่เล็กจนโต ที่บ้านไม่เคยแห้งแล้งของกิน ผลไม้นานาเรียกทั้งนก แมลง และเด็กให้วนเวียนเข้าออกในสวนหลังบ้านอยู่ไม่สร่างซา

ฝรั่ง พุทรา ขนุนลูกดกหลังบ้านมักถูกผมใช้เป็นอำนาจต่อรองในการเล่นหัวกับเพื่อนๆ อยู่เสมอ หากใครกล้ากระเหี้ยนกระหือรือ "มึงอด ! กูไม่ให้ไปกินผลไม้บ้านกู" เอาสิ ... ใครกล้าเอาเรื่องปากท้องมาต่อรองก็ลองดู

ผ่านไป 20 ปี มีเปลี่ยนแปลงบ้างก็ตรงพันธุ์ไม้ แต่ความหลากหลายของพืช ผัก ผลไม้ ยังคงเป็นเช่นเดิม ตลอดทั้งปีจึงมีของกินไม่ขาดปาก

ว่าแล้วจะพาเดินเลาะรอบบ้านกัน
.....


เมื่อ ก่อนหน้าบ้านจะมีต้นขนุนหนังปลูกคู่กับขนุนขี้เมา (บ้านผมเรียกอย่างนั้น เนื้อยุ่ย หวาน ไม่รู้ตามหลักวิชาการเกษตรมันคือพันธุ์อะไร) เนื่องจากมันใกล้กันมาก พอโตมากลายเป็นต้นเดียวกันลักษณะเหมือนแฝดสยาม คือใช้รากเดียวกัน แต่แตกออกเป็นสองต้น พันธุ์ขนุนที่หน้าบ้านผมจึงมีลักษณะพิเศษคือหวานหอมแบบขนุนขี้เมา แต่เนื้อแน่นแบบขนุนหนัง

ผมโตมาสักหน่อยมันถูกไม้เลื้อยที่ผมปลูก ไว้ข้างๆ คลุมแน่นจนเฉาตาย ต้องตัดทิ้งพร้อมๆ กับปลูกบ้านใหม่ แต่ต้นไม้ที่โตมาพร้อมกันคือ มะเฟืองหวานยังคงได้รับอนุญาตให้ปักตัวเองอยู่ตรงนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

ว่า กันว่าถ้าอยากกินมะเฟืองอร่อย ต้องมากินหน้าบ้านผม เจ้ามะเฟืองหวานออกลูกทั้งปี แล้วออกลูกดกมาก มันทำหน้าที่เชื้อเชิญแขกไปใครมาให้แวะสอยไปกินอยู่เรื่อยๆ ระหว่างขับรถไถไปนาเป็นต้องแวะขอสอยไปกินสักอิ่มใหญ่ๆ และด้วยความใจดีของมะเฟืองที่ออกลูกทั้งปี เจ้าของบ้านจึงต้องใจกว้างตาม ปล่อยให้เก็บกินกันตามสบายไม่มีขาย ไม่มีซื้อ ... อย่ากระนั้นเลย บางทีต้องสอยแจกด้วยซ้ำ

จนบัดนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

อีก ฟากหนึ่งของต้นมะเฟือง ตอนนี้แม่ปลูกต้นไม้อีกชนิดนึงที่ล่อนกกระจิบมากินลูก เพื่อแลกกับเสียงใสๆ ขับกล่อมทั้งวัน ต้นนั้นคือ "ตะขบ" ปกติแล้วมันจะอยู่แถวหัวไร่ปลายนาอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันมาอยู่ที่หน้าบ้านผมแทน ปีนี้ออกลูกครั้งแรก รสหวาน ลูกใหญ่ใช้ได้ทีเดียว

ส่วนข้างๆ ตะขบนั้นเป็นกล้วยไข่ที่ปลูกทิ้งๆ เพื่อให้ใบคลุมดินเย็นชุ่มตลอดเวลา แม่ว่าช่วยให้ตะขบโตเร็ว ผมบอกว่าช่วยให้เด็กๆ แถวนี้โตเร็วด้วย ว่าแล้วก็ตัดเครือที่แก่ได้ที่ไปบ่มไว้เตรียมแจกพวกทะโมนๆ ทั้งหลาย หรือไม่ก็เอาไปห่อข้าวต้มมัด อันนี้ไม่ใช่สำหรับทะโมนหรอก ... เป็นผมเอง


..........



ต้น มะละกอนี่เห็นจะขาดไม่ได้ ปีนี้มันไม่ค่อยดกเท่าไหร่ เพราะต้นที่ได้เก็บลูกมาตำกินประจำเพิ่งล้มเพราะลมแรงเมื่อต้นฝนนี้เอง เหลือแต่เพียงต้นเล็กที่ไม่แน่ใจว่าจะให้ลูกดกมากน้อยเพียงใด แต่เอาเถอะ ถ้ามันไม่ดกก็ไปสอยของตาข้างบ้านมากินก็ได้ แกไม่ว่า ขอแต่เพียงตำเยอะๆ จะได้ยกหม้อหุงข้าวมากินกันที่หน้าบ้านใต้ต้นมะเฟือง บางทีก็ตำเยอะมากอย่างกับจะลงแขกเกี่ยวข้าว ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่มะรุมมะตุ้มใต้ต้นมะเฟืองกินข้าวกับส้มตำด้วยกันสนุก สนาน

ส่วนขวัญใจต้นใหม่ในสวนเห็นต้องยกให้เจ้าต้นชมพู่ ปีนี้เพิ่งแตกดอกออกลูกเป็นครั้งแรก ไม่ดกเท่าไหร่แต่ลูกใหญ่ใช้ได้ แม่ว่าไม่ต้องรดน้ำเยอะ เพราะข้างล่างต้นแม่ปลูกข่าคลุมพื้นดินไว้ป้องกันน้ำระเหยให้ดินแห้งได้ดีที เดียว

..........



พืช สวนครัวนี้เห็นจะขาดไม่ได้อยู่แล้ว บ้านหลังไหนๆ ก็ปลูก แต่แม่ผมปลูกเยอะหน่อย เพราะต้องเอาไปใส่ก๊วยเตี๋ยวที่ทำขายอยู่หน้าบ้าน แม่ทำแปลงขนาดย่อมๆ ไว้สองแปลงสำหรับต้นหอมโดยเฉพาะ ข้างๆ กันก็มีพริกปลูกทิ้งๆ ไว้ไม่ต้องรดน้ำมาก จะให้รสเผ็ดเป็นพิเศษ แปลงถัดไปอีกสำหรับหอมเป (ผักชีฝรั่ง) อันนี้ปลูกไม่มากเพราะไม่ค่อยได้กิน แต่ก็ขาดไม่ได้เพราะเวลาจะทำลาบก้อยทีต้องมีมันไม่ให้ขาด

ลืมบอกว่าที่บ้านขายของชำมานานแล้ว ส่วนที่ซื้อมาขายต่อก็ขายกันตามปกติ แต่ส่วนที่ปลูกไว้จะซื้อก็ขาย จะขอก็ให้ บางทีลุงๆ ป้าๆ มาซื้อหมูแล้วก็ขอหอมเป พริก หอม ติดไปด้วย บางทีคิดตังค์ บางทีก็ไม่ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์แนบแน่นแค่ไหน

นอกจากจะขายของชำแล้ว แม่ยังทอผ้าไหมมัดหมี่ด้วย เมื่อก่อนผมจะทำหน้าที่กวักเส้นไหม มัดหมี่ให้อยู่เนืองๆ ตอนนั้นถือเป็นเด็กผู้ชายที่ช่ำชองด้านการทอผ้าเอามากๆ แต่ให้ไปทำตอนนี้จะพาลยุ่งเสียมากกว่า

ผ่านไปหลายปี สายตาแม่ไ่ม่ค่อยดีนัก แต่ฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ในการคิดลายใหม่ๆ ยังคงไม่หายไป จำได้ว่าแม่เคยทอผ้าลายช้างหันหน้าเข้าหากัน โดยดูลายจากลังเบียร์ช้างที่เอามาขาย เอาไปส่งศูนย์ศิลปาชีพเป็นที่ฮือฮายิ่งนัก

ตอนนี้แม่แ่บ่งที่ส่วนหนึ่งหลังบ้านปลูกหม่อน เลี้ยงไหม แล้วก็ทอเองเสร็จสรรพ จะบอกให้ว่าผู้หญิงคนนี้ทำได้ตั้งแต่ระเบิดภูเขายันถักร้อยแบบแม่ศรีเรือน ไม่ว่าจะทำงานหนักในไร่นา หรือว่าทอผ้า เย็บผ้า ออกแบบเสื้อผ้า ทำอาหาร เธอเป็นที่หนึ่ง

ตอนเด็กๆ ผมไม่ต้องซื้อเสื้อผ้าใส่ เพราะแม่จะเย็บให้กับตีน ... เย็บกับตีนจริงๆ ครับ ใช้จักรเย็บผ้าเหยียบๆๆๆ ให้เข็มปักเปลี่ยนเศษผ้าเป็นกางเกงภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ผมชอบมาก แต่น้องสาวนี่ไม่กล้าใส่ ต้องไปตลาดนัดหิ้วมาทีละตัวสองตัว ใส่แล้วทิ้งหรือไม่ก็ไปพาดไว้ในราวตากผ้าหลังบ้าน ให้ลมพัดปลิวไสวเหมือนธงรบในเรือโจร เป็นที่เอือมระอาของผู้เป็นแม่จริงๆ

เอ๊ะ นี่ยังไม่รอบบ้านใช่ไหม? ไปต่อเถอะ

..........



คราวนี้ไปลุยหลังบ้านล้วนๆ แล้วกัน

เห็นกระชังไม้ในภาพข้างบนนั่นไหมครับ อันนี้แม่เลี้ยงจิ้งหรีดเอาไว้ เพาะพันธุ์เองด้วยการจับจิ้งหรีดในท้องนามาขังไว้ แล้วเอากาบมะพร้าวฉีกๆ แล้ววางไว้เป็นพื้น เอาฟองน้ำจากเบาะมอเตอร์ไซค์ที่ทิ้งแล้วมาใส่น้ำให้ชุ่มวางไว้ข้างใน ให้จิ้งหรีดได้มาแอบกินน้ำกัน

อาหารที่ใช้สำหรับพวกมันคือหัวอาหารไก่เล็กซื้อมาจากตลาดทีละกระสอบใหญ่ๆ แม่เอาไว้เลี้ยงจิ้งหรีดโดยเฉพาะ แล้วก็เอาไว้ขายให้กับคนอื่นๆ ที่เลี้ยงไว้เหมือนกัน ไม่นานนักจิ้งหรีดก็ขยายพันธุ์กันเอง ไม่ต้องจับผสมเทีียมเหมือนแพนด้า หนึ่งเดือนผ่านไปก็ไต่ย๊วะเยี๊ยะละลานตา เลี้ยงไว้อีกเดือนกว่าๆ ก็โตเต็มที่ แล้วก็จับไปทอดกิน แกงใส่หน่อไม้หน่อหวายก็ได้ อร่อยดีเหมือนกัน  

..........




หลังบ้านนี้ค่อนข้างรก เนื่องจากพี่ชายกำลังสาละวนกับการลงไร่ลงนา ไม่มีเวลามาถางหญ้าให้ หลังบ้านมีถั่วฝักยาว มะไฟ มะละกอ มะเขือพวง กล้วย มะพร้าว มะม่วง ขนุน มะขาม หมากแงว (ลิ้นจี่อีสาน) บางอย่างต้องปลูก แต่สัปปะรดนี่ผมโตมาก็เจอเลย ปลูกตั้งแต่ผมยังไม่รู้จักความ จนป่านนี้มันยังแตกกออยู่ไม่ขาด

มะพร้าวนี่ก็ปลูกไว้นานเหมือนกันว่าจะได้กินก็เกือบสิบปีเห็นจะได้ ทีแรกว่าจะตัดทิ้งแต่เสียดาย อย่างน้อยก็เอาไว้ขึ้นไปตัดใบอ่อนมาห่อข้าวต้มมัดได้

ไม้ยืนต้นอื่นๆ มีสะเดาขม "ถ้าจะปลูกสะเดาก็ต้องเป็นสะเดาขม" แม่ว่า  เพราะสะเดาหวานนี้กินไม่อร่อย กินแล้วไม่มีแรง เวลาเอาไปจิ้มน้ำพริกแมงดานี้ต้องขมๆ ถึงจะอร่อย ผมเห็นด้วยตามนั้น

พืชที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือ "พลู" สำคัญมาก

นอกจากพลูต้องปลูกไว้เพราะแม่ชอบเีคี้ยวหมากแล้ว พลูยังทำหน้าที่เป็นชุดรับแขกที่ขาดไม่ได้ นอกจากนี้ยังใช้ในการประกอบพิธีกรรมอีก หมู่บ้านอื่นๆ ไม่ค่อยมีแล้ว แต่หมู่บ้านผมต้องปลูกไว้ทุกบ้าน

แต่พืชที่ผมค่อนข้างแปลกใจคือ แม่ขุดเอาผักหนอก (ใบบัวบก) จากนามาปลูกไว้ที่บ้าน แล้วมันแผ่ขยายได้ดีมาก หากหาเมนูแปลกๆ ไม่ได้ แม่จะเอาผักหนอกมาจิ้มน้ำพริกกิน อร่อยเช่นกัน แต่ผมชอบสะเดามากกว่า

..........









..........

ที่ว่ามานี้แค่สวนหลังบ้านเท่านั้น หากพาไปที่ไร่ นา คงต้องสาธยายกันยาวกว่านี้เป็นวันๆ ยิ่งพักนี้ฝนตกพืชพรรณนานาคงจะเขียวชะอุ่มเป็นที่ชุ่มชื้นหัวใจ ผมนึกขณะนั่งมองสายฝนจากหน้าต่างรถเมล์สาย 92

ความง่ายจนคล้ายหยุดนิ่งของที่บ้านคล้ายรอคอยให้ผมกลับไปทำความรู้จักมันอีก ครั้งเสียเหลือเกิน เหมือนเช่นเด็กน้อยคนนั้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเคยเป็น

..........

เมื่อวานนี้ผมหยิบ "Way" ขึ้นมาอ่าน ฉบับนี้พูดถึง "Slow Life" หน้าปกเห็นหน้า "เป็นเอก รัตนเรือง" นั่งง่วงเหงาหาวนอน พลิกอ่านเนื้อหาด้านในต้องบอกว่าเยี่ยมมาก ปกติก็เยี่ยมอยู่แล้ว แต่เล่มนี้ชอบเป็นพิเศษ ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเนื้อหาด้านในเหมือนกำลังบอกกับคนที่กำลังละเลียดตัว อักษรว่า "ช้าๆ ก็ได้" ผมลดความเร็วระดับ "ยูสเซน โบลท์" มนุษย์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกสู่หอยทากเชื่องๆ ที่ค่อยคืบคลานผ่านตัวเองไปอย่างช้าๆ

ผมนึกถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 ที่นักทฤษฎีทั้งหลายคาดหวังว่า เครื่องจักรจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้น 2 ศตวรรษถัดมาเรากลับกลายเป็นเครื่องจักรเสียเอง น่าอนาถยิ่งนัก

ผมนึกถึงทฤษฎีพอเพียง ที่นักนโยบายพ่นมันออกมาจนเกร่อแต่กลับไม่เคยทำ

ผมนึกถึงบ้านที่มีทุกอย่างเพียงพอ โดยที่ไม่รู้ว่านี่แหละทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

ผมนึกถึงคุณ กลับบ้านกับผมไหม?

..........




ปล. ภาพทั้งหมดถ่ายจากกล้องมือถือ
ปล. 3 ภาพสุดท้ายเป็นวัดที่ จ.อุบลฯ ไปงานบวชเพื่อนก็เลยถ่ายมาด้วย
และ ปล. แนะนำนิตยสาร Way ครับ ถ้าไม่ขัดข้องอะไรหยิบจากแผงสักเล่ม แล้วไปวางนิ่งๆ ค่อยๆ พลิกทีละหน้าข้างโต๊ะทำงานคุณ จะใช้เวลาอ่านสักปี กอง บก. เขาน่าจะยินดี ว่าแล้วก็ถ่ายด้วยกล้องมือถือนั่นแหละมาให้ดูอีกที (จะบอกว่าเล่มนี้ยืมอาจารย์มาอ่าน และยังอ่านไม่ครบทุกหน้า เพราะฉะนั้นเดี๋ยวไปซื้อนะ)




Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มีอะไรเยอะดีนะครับที่บ้าน อ่าน+ชมภาพ แวนึกถึงบ้านตัวเอง ซึ่งกล้าพูดว่ามีพืชพันธุ์ต่างๆ ไม่แพ้กัน จะต่างก็ตรงที่ ผมไม่ได้กลับ้านมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว

ตอนนี้ เรามีกิน มีใช้แล้ว แต่เราไม่พอ จะด้วยวิถีคนเมือง หรือพฤติกรรมเลียนแบบคนเมืองที่แทรกซึมไปสู่ต่างจังหวัดหรืออย่างไร ก็ทำให้เรารู้สึกว่ายังขาด ยังไม่พอ ทั้งที่บางทีที่เรามีอยู่ก็ใช้ไม่หมดแล้ว เหลือแบ่งได้อีกหลายบ้านด้วยซ้ำ แต่ทำไมกันน่ะ

ป.ล.
Way ฉบับนี้ วางอยู่บนแผงมานานแล้ว ยังไม่หยิบเอากลับบ้านเสียที แม้จะรักจะชอบพอแค่ไหน ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่อำนวยเช่นนี้ เลยต้องจาก Way สักระยะ

ผมขอยืมต่อจากคุณอีกรอบได้ไหม

sad smile

#1 By โลกมืด on 2009-07-31 16:02

อ่อ ลืมครับ

Hot! Hot! Hot!

#2 By โลกมืด on 2009-07-31 16:03

คุณโลกมืด - กอง บก. เวย์คงจะดีใจเป็นล้นพ้น ที่เรายืมกันอ่านอย่างออกหน้าออกตาแบบนี้

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นดีๆ ครับ

#3 By buggo on 2009-07-31 16:13

^_____^

ที่ไหนไม่สุขใจเท่าบ้านเราHot!

#4 By mini-teddy on 2009-07-31 16:20

Recommend