หลังจากนั่งดูงานนักข่าวพลเมืองเรื่องควายๆ หลายชิ้นงาน ผมตัดสินใจกลับมาเขียนข้อความที่มากกว่า 140 ตัวอักษรอีกครั้ง  ที่บอกว่าเรื่องควายๆ เนี่ยไม่ใช่ว่าเป็นงานข่าวห่วยแตกชวนขำย้ำเย้ยแต่อย่างใดนะครับ  แต่เป็นรายงานที่เกี่ยวกับควายจากพื้นที่ภาคใต้ถึงอีสาน  และที่สำคัญแต่ละเรื่องเล่าได้อย่างถึงกึ๋นครับ

มันเริ่มต้นจากควาย ไล่ทุ่งหลายร้อยตัวที่อยู่ระหว่างทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลา  บริเวณนี้ที่เคยเป็นแหล่งอาหารของฝูงควายกลับถูกน้ำท่วมขังจนหาหญ้ากินไม่ ได้  ประชากรทุยคงหาฉันทามติร่วมกันว่า  หากยังนิ่งเฉยอย่างนี้เห็นทีพี่จะอดตาย  ว่าแล้วก็ลงไปลอยคอในทะเลหาบัวกินเสียอย่างนั้น

ครูฉิ้น บัวบาน นักข่าวพลเมืองผู้เป็นคนเล่าเรื่องบอกว่า  นอกจากการระบายน้ำช้าทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังยาวนานแล้ว  ทะเลน้อยยังมีปัญหาชายฝั่งถูกกัดเซาะ ทำให้พื้นที่ทำกินของคนและควายถูกลดน้อยถอยลงไปด้วย  หากจะช่วยยืดอายุและฟื้นฟูกลับมา  ต้นไม้ชายฝั่งคือคำตอบ  แน่นอนว่าทุกคนต้องช่วยกันปลูก  หาไม่แล้วคงจะมีแต่ทรงกับทรุด

“ควายปรับตัวแล้ว คนเล่า...” ผมทอดถ้อยคำก่อนผรุสวาทจะผุดขึ้นในใจ...

.....
 


ตัดฉับจากภาคใต้ถึงที่ราบสูง  หากเป็นการตัดต่อวิดีโอผมคงจะหา Transition สวยๆ ค่อยๆ Dissolve จากหัวควายที่กำลังลอยคอกลางทะเลก่อนกลายเป็นทุ่งกว้างเวิ้งว้าง  กองฟาง  และรถไถนา

มันเป็นเช่นนั้นเอง

.....

นานมาแล้วกระทั่ง ผมยังลืมว่าครั้งหนึ่งเคยแบกทรานซิสเตอร์อยู่บนหลังอีปุ๋ย  ควายแก่ที่แม่ผมตั้งชื่อให้เพราะท่าทางการเยื้องก้าวของมันที่คล้ายกับถอด แบบจากนางงามจักรวาลคนดังสมัยนั้น 

บนหลังอีปุ๋ยผมฟังเพลงของสุรพล  สมบัติเจริญ,  ยอดรัก  สลักใจ, ศรเพชร  ศรสุพรรณ, เรียม  ดาราน้อย  และที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็นไอ้หนุ่มแขนซ้ายลายมังกร  พรศักดิ์  ส่องแสง

บนหลังอีปุ๋ยผมนั่งดูพ่อจับคันไถโดยมีลูกของอีปุ๋ยเป็นเครื่องจักรชักลากคันไถฮุดนางานแล้วงานเล่า

นั่นมันนานมาแล้ว

.....

พ่อปัญญา  โคตรเพชร  นักข่าวพลเมือง จ.อุดรธานี  เล่าเรื่องราวผ่านกล้อง Handy Cam ว่า  ปัจจุบันความผูกพันระหว่างคนกับควายคือ  เจ้าทุยถูกเลี้ยงไว้เป็นสินค้ามากกว่าเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากไว้ใช้งาน เหมือนเช่นอดีต

“ปัจจุบันภาพควยที่เคยเลี้ยงไว้ใช้งานบ่ได้เป็นคือ เก่าอีกแล้ว  เพราะว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ใช้หลายอย่าง  ตอนนี้ชาวบ้านเลี้ยงเอาไว้ขายเพียงอย่างเดียว

ราคาขายของควยที่ขายสิ แตกต่างกันไปตามรูปลักษณ์และความสวยงาม  โดยสิมีนายฮ้อยมาประเมินราคา  ตกลงราคากันได้กะสิไล่ต้อนขึ้นรถไปทันที” เสียงบรรยายของพ่อปัญญาถูกดัดแปลงจาก "ควย" เป็น "ควาย" เพื่อให้สุภาพตามครรลองภาษาของการออกสื่อ  แต่พ่อปัญญาบอกกับผม  ตนพอใจจะใช้คำว่า  “ควย” มากกว่า

สำหรับที่แห่งนี้...ผมตามใจความประสงค์ของพ่อปัญญา

.....

เวลาที่แน่ชัดอาจพร่าเลือนบ้าง  แต่ผมอยู่ตรงนั้น  กวาดสายตามองฝูงควายสุดท้ายของหมู่บ้านถูกต้อนขึ้นรถสิบล้อ  มันเป็นมรดกทางสายรกของอีปุ๋ยที่ทิ้งไว้ให้  ก่อนถูกขายไปเพราะเราไม่มีทุ่งกว้างให้เลี้ยงมันอีกแล้ว  ที่ดินทั้งหมู่บ้านถูกแทนที่ด้วยอ้อย  มันสำปะหลัง  และต้นไม้ประหลาดที่เก็บเกี่ยวด้วยการกรีดเอาน้ำยาง

เวลาค่อยๆ พรากความสำคัญของเหตุการณ์ให้ลดน้อยถอยลง  กระทั่งภารกิจบางอย่างทำให้ผมต้องกลับมาสนใจมันอีกครั้ง  ควายหลายๆ มุมที่สะท้อนออกมาชวนเศร้าใจ  แต่ไม่ใช่เรื่องต่อไปนี้

.....

อุบล  บุญมาก  นักข่าวพลเมืองกลุ่มสื่อเสียงคนอีสาน  พาเราไปดูชาวบ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ จ.บุรีรัมย์  มีการร่วมกันก่อตั้งหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทยขึ้นมาตั้งแต่ปี 2542  ที่นี่ไม่ได้จับกลุ่มเพราะหวังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน  แต่พวกเขาจริงจังกับการฟื้นชีวิตคนกับควายในเชิงวิถีชีวิตเกษตรกรรม

เอกสิทธิ์  วิวาห์สุข  กรรมการกลุ่มอนุรักษ์ควายไทย เล่าให้ฟังว่า   ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 100 ราย มีควายกว่า 500 ตัวให้สมาชิกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าของ ทุกๆ วันสำคัญ เช่น 12 สิงหาฯ จะมีการจับฉลากรับควายไปเลี้ยง  โดยควายหนึ่งตัวที่นำไปเลี้ยง  เมื่อได้ลูกก็จะนำควายแม่พันธุ์มาคืนเวียนให้สมาชิกคนอื่นๆ นำไปเลี้ยงต่อ

“กบ  เขียด  ปุ๋ย  ที่ได้จากมูลควายนอกจากจะช่วยฟื้นระบบนิเวศน์ชุมชนแล้ว  ความสุขก็ถูกนำกลับมาสู่ชุมชนอีกครั้ง” เสียงเล่าของเอกสิทธิ์บอกไว้เช่นนั้น

นี่คือเรื่องควายๆ ที่อยากให้คนอย่างคุณ  อย่างผมได้รับรู้  หากไม่มีอะไรผิดพลาด  เร็วๆ นี้ผมจะเล่ามันผ่านหน้าจอทีวีอีกครั้งครับ

แบบไหน  อย่างไร  รอติดตามด้วยใจระทึก...

Comment

Comment:

Tweet