หนังดีที่คนตายไม่ได้ดู เพลงดีที่คนตายไม่ได้ฟัง
posted on 04 Dec 2008 19:14 by go2devill in article
จั่วหัวไว้แบบนี้ก็แหงหล่ะ ตายแล้วจะได้ดูได้ฟังอย่างไรกัน
ก็ถ้าอยากให้ได้เห็นมาก ก็ตามไปซะสิ (แป่ว...)
อันที่จริงผมค่อนข้างชอบมนุษย์ที่คิดประโยคนี้ขึ้นมาจังเลย
มันให้ความรู้สึกที่มีพลังอย่างบอกไม่ถูก
ทำให้คนที่ลังเลอย่างคุณและผมต้องกระเตงตัวเองออกจากขอบกางเกงใน
แล้วรีดพลังในการดำรงชีวิตให้มากที่สุด ... ก่อนตาย !!
ช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเข้าร้านเช่าวีซีดีบ่อยกว่าปกติ เพื่อจัดหนังชุดมาดูให้จุใจ (หนังชุดคล้ายๆ กับยาชุด แต่ไม่ต้องกินพร้อมกัน และไม่ต้องดื่มน้ำตาม) ล่าสุดนี้นี้ผมจัดการซิว 3 เรื่องซ้อนมานั่งกอดหมอน เอนกาย แล้วบรรจงยัดแผ่นใส่เข้าไปใน DVD-ROM ทีละเรื่อง
ด้วยความที่ผมไม่ชอบดูหนังตามกระแส ตามฤดูกาล หรือหนังชวนเชื่อ จึงทำให้ต้องนั่งเลือกนานหลายชั่วโมงกว่าจะได้เรื่องที่ถูกใจ
Blood Diamond ตามด้วย Cold Mountain และ ONCE คือสามเรื่องที่ตกลงปลงใจ ร่วมหอลงโลงในวันนั้น ซึ่งจากการอ่านปกหลังแล้วคิดว่าไม่น่าพลาด ...
อย่า แปลกใจนะครับถ้าคุณจะเคยดูเรื่องเหล่านี้มานานโขแล้ว เพราะอย่างที่ว่า กว่าผมจะครึ้มอกครึ้มใจเลือกดูหนังสักเรื่องมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
.....

Blood Diamond คือ เหยื่อรายแรก
หนังเรื่องนี้น่าสนใจหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระเอกที่ชื่อ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (แม้เธอจะน่ารักมากก็ตาม) หรือแม้กระทั่ง โซโลมอน แวนดี้ ก็ไม่ได้ทำให้คนหน้าดำอย่างผมกระสันอยากดูแต่อย่างใด เพราะอันที่จริงความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การเปิดเผยให้เห็นถึง ขบวนการค้าเพชรในกาฬทวีป ซึ่งจะมีสักกี่คนที่เข้าใจ หรือรับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เอาเป็นว่าผมไม่เล่ารายละเอียดแล้วกัน เพราะเชื่อว่าหากคุณเข้ากูเกิ้ลน่าจะได้คำตอบของเนื้อเรื่องชัดเจนกว่าผม เล่า

แต่สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ หนังเรื่องนี้น่าจะทำให้สังคมโลกตระหนัก รับรู้ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากความหรูหรา เลิศเลอ เพอร์เฟกต์ของไฮโซทั้งหลาย กว่าที่นิ้วเรียวๆ ของคุณจะได้สวมแหวนทองประดับเพชร รู้หรือไม่ว่ามีนิ้วสากๆ อีกหลายล้านคนต้องเอาชีวิตเข้าไปแลก
อันที่จริงแรงกระเพื่อมจากหนังควรจะมาก หรือไม่น้อยไปกว่า An Inconvenient Truth ที่เล่าถึงภาวะโลกร้อน จนส่งให้นายอัล กอร์ ได้รางวัลโนเบล เสียด้วยซ้ำ แต่เอาเหอะ อย่างน้อยก็น่าจะมีใครสักคนเสี่ยงตาน้อยดูบ้างแหละน่า (เสี่ยงตาน้อย เป็นภาษาอีสาน อาการเหมือนกับหลับตาแต่แอบมองอยู่นิดๆ)
.....

Cold Mountain : วิบากรักสมรภูมิรบ
เป็นหนังรักกึ่งสงคราม ที่ทำให้ผมตกหลุมรัก นิโคล คิดแมน เข้าอย่างจัง จริตจกร้านของเธอดูเป็นผู้หญิงเอามากๆ สวยแต่โง่หรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลของเธอมีที่มาที่ไป ใช่ว่าเกิดมาแล้วโง่เสียเมื่อไหร่ เธอเพียงแค่พึ่งพาตัวเองไม่ได้ในภาวะคับขัน เนื่องเพราะผู้เป็นบิดา ชาติตระกูล สอนมาแบบนั้นเสียมากกว่า ซึ่งท้ายที่สุดของเรื่องก็แสดงให้เห็นพัฒนาการด้านการอยู่รอดของเธอ
แต่ ... เอ่อ เนี่ยมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญของหนังเสียด้วยซ้ำ เพราะใจความสำคัญคือเรื่องราวของ แม่สาวนิโคล กับพ่อหนุ่ม จู๊ด ลอว์ ต่างหาก

บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างเขาสองคน ทำให้ชายคนหนึ่งยอมหนีสงครามเพื่อกลับมาหาสาวงามคนนั้น ซึ่งตามกฎแล้วผู้ใดหนีทัพต้องถูกจับตอนหำประหารชีวิตทันที แต่ถ้าเป็นผม อย่าว่าแต่หนีทัพเลย ผมโดดหลบตั้งแต่วินาทีที่โดนเรียกเข้าสนามรบแล้ว แม่เจ้าเว๊ย !! น่ารักปานฉะนี้ จะให้พี่ทำไฉน
ยิ่งฉากเลิฟซีนระหว่างจู๊ด ลอว์ และ นิโคล คิดแมน นั่นเล่า เล่นเอาหนังกำพร้าหวั่นไหวเลยทีเดียว
หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักก็จริง แต่แสดงให้เห็นถึงความปวดร้าวของสงครามกลางเมืองของอเมริกาเป็นอย่างมาก หนังเลือกเล่าชีวิตของคนคู่หนึ่ง ชุมชนหนึ่ง แทนการเล่าด้วยทหารทั้งกองทัพ แต่เจ็บปวดรวดร้าวจนแทบจะรื้นร่ำรำพันเพ้อ
อย่างว่า เรื่องย่อไปหาอ่านเอง แว๊บๆ เข้าไปในเว็บนี้ก็ได้ www.nangdee.com เขามีเรื่องย่อ เพลงประกอบหนัง ภาพสวยๆ ให้ดูเยอะแยะไปหมด

.....
สองเรื่องที่ผ่านไป ถามว่าดีแค่ไหน ผมตอบว่าชอบมาก ส่วนจะดีแค่ไหนก็ไม่มีมาตรฐานในใจมากนัก คิดไว้คงเอาไปประดับร่วมหิ้งกับ The Shawshank Redemption, BABEL, Cast Away หรือแม้กระทั่ง Forrest Gump นั่นเลยทีเดียว
.....
แต่เรื่องสุดท้ายนี่ต่างหาก ที่ทำเอาคนสับสนหนทางอย่างผม ต้องเอามือกุมหำทุกช่วงการเล่าเรื่อง มันไม่ได้เสียวซ่าน แสบกระสัน หรอกครับ แต่มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของแรงบันดาลใจ (ส่วนแรงบันดาลใจไปมีอิทธิพลอะไรกับหำนั้น ชักหวั่นๆ ในเหตุผล)

ONCE : หัวใจร้องว่ารักเธอ
ผมเอาเรื่องย่อจากเว็บหนังดีดอทคอมมาให้อ่าน เผื่อจะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้น แต่ถ้าอยากรับรู้ทุกรสชาติ ก็แวะร้านไปเช่าหรือซื้อมาเลยก็ถือว่าคุ้ม
"Once คือเรื่องราวเปี่ยมแรงบันดาลใจของสองชีวิตที่โคจรมาพบกันบนถนนเมืองดับลิน อันสับสนวุ่นวาย คนหนึ่งคือนักดนตรีข้างถนนที่ไม่กล้าร้องเพลงของตัวเอง อีกคนหนึ่งคือสาวเชคลูกหนึ่งที่พยายามหาทางปรับตัวเข้ากับเมืองใหม่ที่ไม่ คุ้นเคย ในระยะเวลาสั้นๆที่ได้รู้จักกัน ทั้งคู่ต่างค้นพบพรสวรรค์ในตัวกันและกัน และช่วยผลักดันให้ฝันของอีกฝ่ายเป็นจริง หนังได้รับการยกย่องว่าอัดแน่นไปด้วยแรงบันดาลใจ โดยมีกลิ่นอายหนังเพลงคลาสสิคในอดีต ผสมกับโลกไร้ขนบของหนุ่มสาวชาวดับลิน"
แต่ถ้าอยากอ่านอย่างละเมียดละมัย แนะนำเข้าบล็อกอาจารย์ธีร์ http://www.oknation.net/blog/teeanmai/2008/04/06/entry-2

หนังที่ลงทุนด้วยเงินเพียง 160,000 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทยสักประมาณ 8-9 ล้านบาท แต่เล่าเรื่องได้ถึงกึ๋นยิ่งนัก ตั้งแต่เริ่มจนจบเป็นไปอย่างธรรมชาติ เกล็น แฮนซาร์ด กับ มาร์เกตา เออร์โกลว่า ทั้งคู่เป็นนักดนตรีอาชีพที่พอมาเล่นหนังก็ถือว่าเปี่ยมด้วยความเป็นมืออาชีพ (อาจเป็นเพราะการเล่นดนตรีเป็นสิ่งที่ถนัดอยู่แล้วด้วย)
ผมชอบการเล่าเรื่องของหนังที่มองโลกในแง่บวกมากๆ นอกจากเพลงแล้ว รอยยิ้มของมาร์เกตา ดวงตาของเกล็น เพลงของทั้งคู่สะกดคนดูได้อย่างดีเยี่ยม แม้หนังจบลง แต่ผมยังจำเรื่องราวในหนังได้อย่างไม่อยากลืม
แรงบันดาลใจคือเรื่องใหญ่ของหนังเรื่องนี้ และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ผมตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ง่ายขึ้น
ลืมบอกว่า Once ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย ใจจริงผมอยากให้อีกรางวัลนึง คือหนังสร้างแรงบันดาลใจยอดเยี่ยม หากคุณได้ดู น่าจะรู้สึกไม่ต่างจากผมมากนัก
.....
หนังทั้ง 3 เรื่องที่เล่ามา ผมดูแล้วมีความสุขมาก อิ่ม และ อุ่นในใจ ทั้ง 3 เรื่องโดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายคือตัวแปรสำคัญในชีวิต เป็นหนังดีที่คนตายไม่ได้ดู เพลง (ประกอบหนัง) ดีที่คนตายไม่ได้ฟัง
เยี่ยม !
ปล.1 ผมเอาเพลงมาฝากด้วยนะครับ ชื่อเพลงว่า When your mind's made up ในภาพยนตร์เรื่อง Once ที่เกล็น และมาร์เกตา สร้างสรรค์มันขึ้นมา ส่วนเพลงที่ได้รางวัลออสการ์ ชื่อว่า falling slowly ซึ่งตอนนี้ผมแกะคอร์ดดัดเสียงสำเนียงฝรั่งพอกล้อมแกล้มเป็นเพลงได้แล้ว
ปล.2 ขอบคุณภาพ ข้อมูล จาก หนังดีดอทคอมครับ
ช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเข้าร้านเช่าวีซีดีบ่อยกว่าปกติ เพื่อจัดหนังชุดมาดูให้จุใจ (หนังชุดคล้ายๆ กับยาชุด แต่ไม่ต้องกินพร้อมกัน และไม่ต้องดื่มน้ำตาม) ล่าสุดนี้นี้ผมจัดการซิว 3 เรื่องซ้อนมานั่งกอดหมอน เอนกาย แล้วบรรจงยัดแผ่นใส่เข้าไปใน DVD-ROM ทีละเรื่อง
ด้วยความที่ผมไม่ชอบดูหนังตามกระแส ตามฤดูกาล หรือหนังชวนเชื่อ จึงทำให้ต้องนั่งเลือกนานหลายชั่วโมงกว่าจะได้เรื่องที่ถูกใจ
Blood Diamond ตามด้วย Cold Mountain และ ONCE คือสามเรื่องที่ตกลงปลงใจ ร่วมหอลงโลงในวันนั้น ซึ่งจากการอ่านปกหลังแล้วคิดว่าไม่น่าพลาด ...
อย่า แปลกใจนะครับถ้าคุณจะเคยดูเรื่องเหล่านี้มานานโขแล้ว เพราะอย่างที่ว่า กว่าผมจะครึ้มอกครึ้มใจเลือกดูหนังสักเรื่องมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย
.....
Blood Diamond คือ เหยื่อรายแรก
หนังเรื่องนี้น่าสนใจหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระเอกที่ชื่อ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับ เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี (แม้เธอจะน่ารักมากก็ตาม) หรือแม้กระทั่ง โซโลมอน แวนดี้ ก็ไม่ได้ทำให้คนหน้าดำอย่างผมกระสันอยากดูแต่อย่างใด เพราะอันที่จริงความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้อยู่ที่การเปิดเผยให้เห็นถึง ขบวนการค้าเพชรในกาฬทวีป ซึ่งจะมีสักกี่คนที่เข้าใจ หรือรับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เอาเป็นว่าผมไม่เล่ารายละเอียดแล้วกัน เพราะเชื่อว่าหากคุณเข้ากูเกิ้ลน่าจะได้คำตอบของเนื้อเรื่องชัดเจนกว่าผม เล่า
แต่สิ่งที่ผมรู้สึกก็คือ หนังเรื่องนี้น่าจะทำให้สังคมโลกตระหนัก รับรู้ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากความหรูหรา เลิศเลอ เพอร์เฟกต์ของไฮโซทั้งหลาย กว่าที่นิ้วเรียวๆ ของคุณจะได้สวมแหวนทองประดับเพชร รู้หรือไม่ว่ามีนิ้วสากๆ อีกหลายล้านคนต้องเอาชีวิตเข้าไปแลก
อันที่จริงแรงกระเพื่อมจากหนังควรจะมาก หรือไม่น้อยไปกว่า An Inconvenient Truth ที่เล่าถึงภาวะโลกร้อน จนส่งให้นายอัล กอร์ ได้รางวัลโนเบล เสียด้วยซ้ำ แต่เอาเหอะ อย่างน้อยก็น่าจะมีใครสักคนเสี่ยงตาน้อยดูบ้างแหละน่า (เสี่ยงตาน้อย เป็นภาษาอีสาน อาการเหมือนกับหลับตาแต่แอบมองอยู่นิดๆ)
.....
Cold Mountain : วิบากรักสมรภูมิรบ
เป็นหนังรักกึ่งสงคราม ที่ทำให้ผมตกหลุมรัก นิโคล คิดแมน เข้าอย่างจัง จริตจกร้านของเธอดูเป็นผู้หญิงเอามากๆ สวยแต่โง่หรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลของเธอมีที่มาที่ไป ใช่ว่าเกิดมาแล้วโง่เสียเมื่อไหร่ เธอเพียงแค่พึ่งพาตัวเองไม่ได้ในภาวะคับขัน เนื่องเพราะผู้เป็นบิดา ชาติตระกูล สอนมาแบบนั้นเสียมากกว่า ซึ่งท้ายที่สุดของเรื่องก็แสดงให้เห็นพัฒนาการด้านการอยู่รอดของเธอ
แต่ ... เอ่อ เนี่ยมันไม่ใช่ประเด็นสำคัญของหนังเสียด้วยซ้ำ เพราะใจความสำคัญคือเรื่องราวของ แม่สาวนิโคล กับพ่อหนุ่ม จู๊ด ลอว์ ต่างหาก
บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างเขาสองคน ทำให้ชายคนหนึ่งยอมหนีสงครามเพื่อกลับมาหาสาวงามคนนั้น ซึ่งตามกฎแล้วผู้ใดหนีทัพต้องถูกจับตอนหำประหารชีวิตทันที แต่ถ้าเป็นผม อย่าว่าแต่หนีทัพเลย ผมโดดหลบตั้งแต่วินาทีที่โดนเรียกเข้าสนามรบแล้ว แม่เจ้าเว๊ย !! น่ารักปานฉะนี้ จะให้พี่ทำไฉน
ยิ่งฉากเลิฟซีนระหว่างจู๊ด ลอว์ และ นิโคล คิดแมน นั่นเล่า เล่นเอาหนังกำพร้าหวั่นไหวเลยทีเดียว
หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักก็จริง แต่แสดงให้เห็นถึงความปวดร้าวของสงครามกลางเมืองของอเมริกาเป็นอย่างมาก หนังเลือกเล่าชีวิตของคนคู่หนึ่ง ชุมชนหนึ่ง แทนการเล่าด้วยทหารทั้งกองทัพ แต่เจ็บปวดรวดร้าวจนแทบจะรื้นร่ำรำพันเพ้อ
อย่างว่า เรื่องย่อไปหาอ่านเอง แว๊บๆ เข้าไปในเว็บนี้ก็ได้ www.nangdee.com เขามีเรื่องย่อ เพลงประกอบหนัง ภาพสวยๆ ให้ดูเยอะแยะไปหมด
.....
สองเรื่องที่ผ่านไป ถามว่าดีแค่ไหน ผมตอบว่าชอบมาก ส่วนจะดีแค่ไหนก็ไม่มีมาตรฐานในใจมากนัก คิดไว้คงเอาไปประดับร่วมหิ้งกับ The Shawshank Redemption, BABEL, Cast Away หรือแม้กระทั่ง Forrest Gump นั่นเลยทีเดียว
.....
แต่เรื่องสุดท้ายนี่ต่างหาก ที่ทำเอาคนสับสนหนทางอย่างผม ต้องเอามือกุมหำทุกช่วงการเล่าเรื่อง มันไม่ได้เสียวซ่าน แสบกระสัน หรอกครับ แต่มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของแรงบันดาลใจ (ส่วนแรงบันดาลใจไปมีอิทธิพลอะไรกับหำนั้น ชักหวั่นๆ ในเหตุผล)
ONCE : หัวใจร้องว่ารักเธอ
ผมเอาเรื่องย่อจากเว็บหนังดีดอทคอมมาให้อ่าน เผื่อจะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้น แต่ถ้าอยากรับรู้ทุกรสชาติ ก็แวะร้านไปเช่าหรือซื้อมาเลยก็ถือว่าคุ้ม
"Once คือเรื่องราวเปี่ยมแรงบันดาลใจของสองชีวิตที่โคจรมาพบกันบนถนนเมืองดับลิน อันสับสนวุ่นวาย คนหนึ่งคือนักดนตรีข้างถนนที่ไม่กล้าร้องเพลงของตัวเอง อีกคนหนึ่งคือสาวเชคลูกหนึ่งที่พยายามหาทางปรับตัวเข้ากับเมืองใหม่ที่ไม่ คุ้นเคย ในระยะเวลาสั้นๆที่ได้รู้จักกัน ทั้งคู่ต่างค้นพบพรสวรรค์ในตัวกันและกัน และช่วยผลักดันให้ฝันของอีกฝ่ายเป็นจริง หนังได้รับการยกย่องว่าอัดแน่นไปด้วยแรงบันดาลใจ โดยมีกลิ่นอายหนังเพลงคลาสสิคในอดีต ผสมกับโลกไร้ขนบของหนุ่มสาวชาวดับลิน"
แต่ถ้าอยากอ่านอย่างละเมียดละมัย แนะนำเข้าบล็อกอาจารย์ธีร์ http://www.oknation.net/blog/teeanmai/2008/04/06/entry-2
หนังที่ลงทุนด้วยเงินเพียง 160,000 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทยสักประมาณ 8-9 ล้านบาท แต่เล่าเรื่องได้ถึงกึ๋นยิ่งนัก ตั้งแต่เริ่มจนจบเป็นไปอย่างธรรมชาติ เกล็น แฮนซาร์ด กับ มาร์เกตา เออร์โกลว่า ทั้งคู่เป็นนักดนตรีอาชีพที่พอมาเล่นหนังก็ถือว่าเปี่ยมด้วยความเป็นมืออาชีพ (อาจเป็นเพราะการเล่นดนตรีเป็นสิ่งที่ถนัดอยู่แล้วด้วย)
ผมชอบการเล่าเรื่องของหนังที่มองโลกในแง่บวกมากๆ นอกจากเพลงแล้ว รอยยิ้มของมาร์เกตา ดวงตาของเกล็น เพลงของทั้งคู่สะกดคนดูได้อย่างดีเยี่ยม แม้หนังจบลง แต่ผมยังจำเรื่องราวในหนังได้อย่างไม่อยากลืม
แรงบันดาลใจคือเรื่องใหญ่ของหนังเรื่องนี้ และหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ผมตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ง่ายขึ้น
ลืมบอกว่า Once ได้รับรางวัลออสการ์ สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย ใจจริงผมอยากให้อีกรางวัลนึง คือหนังสร้างแรงบันดาลใจยอดเยี่ยม หากคุณได้ดู น่าจะรู้สึกไม่ต่างจากผมมากนัก
.....
หนังทั้ง 3 เรื่องที่เล่ามา ผมดูแล้วมีความสุขมาก อิ่ม และ อุ่นในใจ ทั้ง 3 เรื่องโดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายคือตัวแปรสำคัญในชีวิต เป็นหนังดีที่คนตายไม่ได้ดู เพลง (ประกอบหนัง) ดีที่คนตายไม่ได้ฟัง
เยี่ยม !
ปล.1 ผมเอาเพลงมาฝากด้วยนะครับ ชื่อเพลงว่า When your mind's made up ในภาพยนตร์เรื่อง Once ที่เกล็น และมาร์เกตา สร้างสรรค์มันขึ้นมา ส่วนเพลงที่ได้รางวัลออสการ์ ชื่อว่า falling slowly ซึ่งตอนนี้ผมแกะคอร์ดดัดเสียงสำเนียงฝรั่งพอกล้อมแกล้มเป็นเพลงได้แล้ว
ปล.2 ขอบคุณภาพ ข้อมูล จาก หนังดีดอทคอมครับ
Tags: หนังดี, เพลงก็ดี0 Comments
